อเมริกา "ตำรวจโลก" ทรัมป์พลิกกฎหมายเป็นใบเบิกทาง โค่นอำนาจประเทศอื่นหรือไม่ ?

สหรัฐ บุกจับกุม ผู้นำเวเนฯ เพราะอะไรกันแน่ และ อ้างสิทธิอะไรในการจับกุม คาบ้านพัก ทั้งที่ ทรัมป์ ไม่มีสิทธิ เพราะมาดูโร ได้รับการคุ้มครองในฐานะประมุขของรัฐ ที่ศาลของชาติใดจะมาจับกุมมิได้
แต่นักวิเคราะห์ทั่วโลกตั้งคำถามว่า นี่คือบทบาทของ "ตำรวจโลก" หรือ "ผู้รุกราน" ที่ใช้กฎหมายและกำลังในมือตนเอง เพื่อความชอบธรรมในการ เข้าแทรกแซงประเทศอื่น
เริ่มที่สรุปเหตุการณ์ 90 นาที ชี้เป็นของ นิโคลัส มาดูโร จาก "ประธานาธิบดีเวเนซูเอลา" สู่ "ผู้ก่อการร้ายยาเสพติด"
ข้ามพ้นศักราชใหม่มาได้เพียงแค่ 2 คืน ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเหตุอุกอาจใหญ่ ใจกลางกรุงการากัส เมืองหลวงของ เวเนซูเอลา
เมื่อช่วงตี 2 กว่าๆ 3 ม.ค. 2026 เกิดไฟฟ้าดับทั่วเมือง ก่อนจะเกิดเสียงระเบิดดังขึ้นหลายจุด พร้อม ๆ กับปฏิบัติการ "Operation Absolute Resolve" เป้าหมายคือ ลอบควบคุมตัว นิโคลัส มาดูโร่ พร้อมสตรีหมายเลขหนึ่ง ที่เซฟเฮาส์ของมาดูโร ขณะทั้งคู่กำลังพยายามหลบหนีผ่านอุโมงค์ลับ
แต่ไม่อาจต้านทานยุทธวิธีที่แยบยล เข้าถึงเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วของหน่วยรบพิเศษ Delta Force ของ สหรัฐฯ ได้
จบภารกิจในระยะเวลาเพียง 90 นาทีเท่านั้น ทั้งคู่ถูกคุมตัวมุ่งหน้าสู่เรือ USS Iwo Jima ที่ลอยลำรออยู่ในทะเลแคริบเบียน จนเกิดภาพ มาดูโร่ในชุด Nike ถูกใส่กุญแจมือว่อนโซเชียล ก่อนบินตรงสู่นิวยอร์ก จนถึงปัจจุบัน
เป็นอันแน่ชัดว่า สหรัฐฯ ใช้อำนาจจับกุม ผู้นำเวเนซูเอล่า โดยอ้างเหตุผลอันชอบธรรมในการเล่นเป็น ตำรวจสากล ก็คือ “ผู้ก่อการร้ายยาเสพติด ภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ”
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และ เวเนซุเอลา เข้าขั้นวิกฤตมาหลายเดือนโดย ชนวนความขัดแย้งเนื่องจากสหรัฐกล่าวหาผู้นำเวเนฯ ว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง องค์กรก่อการร้ายระดับโลก ลักลอบขนยาเสพติดและโคเคนจำนวนมหาศาล บ่อนทำลายอเมริกา ถึงขนาดตั้งค่าหัวนำจับมาดูโร่ถึง 50 ล้านดอลลาร์
ก่อนช่วงปลายปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ จะเปิดฉากโจมตีเรือสปีดโบท ผ่านน่านฟ้า และส่งกำลังทหารเรือเข้าโจมตีกองเรือแถบทะเลแคริบเบียน จนมีผู้เสียชีวิตกว่า 100 ราย ที่พบว่าแอบลักลอบขนยาเสพติดผ่านทางน่านน้ำของเวเนซุเอลา จนยึดเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรไปแล้ว 2 ลำ
ก่อนที่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ทรัมป์ส่งสัญญาณชัดเจนว่า "การโจมตีทางบก" อาจเกิดขึ้นในไม่ช้า ขณะที่ผู้นำเวเนฯออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาของทรัมป์ พร้อมประณามสิ่งที่สหรัฐกำลังกระทำว่า เป็นความพยายามจะยึดน้ำมันและแหล่งแร่ธาตุในเวเนซุเอลา นั่นเอง
คำถามสำคัญคือ "ทรัมป์ใช้อะไรมาอ้าง" ให้ได้สิทธิชอบธรรมในการกระทำที่อุกอาจ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และ กฎบัตรสหประชาชาติอย่างชัดเจนเพียงนี้
กฎเหล็กที่ทรัมป์หยิบมากล่าวอ้าง เพื่อให้ได้สิทธิอันชอบธรรม ในการปกป้องภัยคุกคามสหรัฐอเมริกา แม้ว่าจะต้องบุกเข้าประเทศใดก็ตาม
1."ลัทธิมอนโร" (Monroe Doctrine) ปี 1823
เดิม (1823) ในยุคประธานาธิบดี เจมส์ มอนโร เคยประกาศกฎเหล็กว่า ทวีปอเมริกาทั้งหมด คือ เขตหวงห้ามของสหรัฐ ที่ประเทศตะวันตกจะเข้ามามิได้ และสหรัฐก็จะไม่ไปยุ่งเช่นกัน
2. จุดเปลี่ยน: Roosevelt Corollary (1904)
ต่อมาในยุค ประธานาธิบดีธีโอดอร์ รุสเวลล์ เพิ่มส่วนขยาย แต่ถ้าประเทศในแถบอเมริกา "ไร้ระเบียบวินัย" หรือ มีปัญหาภายใน จนกระทบเสถียรภาพ สหรัฐฯ มีสิทธิเข้าไปสวมบท "ตำรวจสากล" เพื่อจัดระเบียบได้ทันที
ยุค Trump Corollary (2026)
ตีความใหม่ "ทวีปอเมริกา คือเขตหวงห้ามของศัตรูสหรัฐ ที่หากหลังบ้านสหรัฐฯเปิดประตูรับสหรัฐฯ มีความชอบธรรมจะเข้าไปจัดการทันที"
นี่แหละจุดตายสำคัญที่ทำให้ อเมริกา อ้างสิทธินี้ในการเข้าแทรกแซงกิจการของรัฐอื่น เพราะกรณีล่าสุดเองทรัมป์ก็ได้ระบุว่า ทวีปอเมริกาทั้งหมด คือ "หลังบ้าน" ของสหรัฐฯ และเขาจะไม่ยอมให้มี "การแทรกแซงจากมหาอำนาจอื่น" หลังบ้าน จาก จีน หรือ รัสเซีย แน่
เวเนซุเอลา มีสัมพันธ์อันดีกับ จีน เพราะจีนคือ ประเทศที่ยังรับซื้อน้ำมันจาก เวเนซุเอลา หลังถูก สหรัฐฯ คว่ำบาตร เพราะ ปธน.คนเก่า อูโก ชาเวช
ได้ยึดสัมปทานน้ำมันคืนจากบริษัท สหรัฐฯ เสมือนประกาศศัตรูต่อกันระหว่าง สหรัฐ และ เวเนฯ นับแต่นั้นจนยุคปัจจุบัน
อิงจากยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ ปี 2025 (ฉบับทรัมป์) ที่เปรียบเสมือน การเปิดไฟเขียว ให้ปฏิบัติการในครั้งนี้อย่างชัดเจน เพราะรัฐที่สนับสนุนการค้ายา = กลุ่มก่อการร้าย ที่สหรัฐฯ มีสิทธิจัดการได้ทันที
"แก๊งค้ายาเสพติด (Drug Cartels)" และ "รัฐที่สนับสนุนการค้ายา (Narco-states)" มีสถานะเทียบเท่า "กลุ่มก่อการร้าย (Terrorist Organizations)" ทำให้ สหรัฐฯ สามารถใช้กำลังทหาร จัดการภัยคุกคามได้ทันที หากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการทูตล้มเหลว
ทั้งที่จริง ทรัมป์ไม่มีสิทธิ พูดตามจริง ทรัมป์ ไร้อำนาจในการจับกุม มาดูโร่ โดยกฎหมายสหรัฐฯ ด้วยประการทั้งปวง เนื่องจาก มาดูโร่ เป็น ปธน. เวเนฯ คือผู้นำสูงสุดของรัฐหนึ่ง ที่กฎหมาย หรือ ศาลประเทศใด จะเอาผิด ควบคุม กักขัง ในระหว่างที่ผู้นั้นดำรงตำแหน่งมิได้มันเป็น “ธรรมเนียมปฏิบัติโลก” ที่ได้ให้ความคุ้มครอง
แม้แต่คำพิพากษาศาลโลก ปี 2002 คดีเบลเยียมจะจับ รมว.ต่างประเทศ คองโก ยังจับไม่ได้ เพราะศาลตัดสินเอาไว้ว่า “รัฐมนตรีต่างประเทศ ประมุขรัฐและหัวหน้ารัฐบาล ที่ยังดำรงตำแหน่ง จะได้รับความคุ้มกันทางอาญา และ ความขัดขืนมิได้ จากศาลต่างประเทศโดยสมบูรณ์"
แต่สหรัฐฯ โดยทรัมป์ ได้มีความพยายามจะทำลาย เกราะทองคุ้มกันมาดูโร่ในทุกทางมาตลอด เพราะสหรัฐฯ ไม่ยอมรับสถานะ โดยประกาศมาตั้งแต่ปี 2019 แล้วว่า "ไม่รับรองว่ามาดูโรเป็นประธานาธิบดีโดยชอบธรรม" (แต่รับรองฝ่ายค้านแทน) เปลี่ยนสถานะ: เมื่อสหรัฐฯ ไม่มองว่าเขาเป็นประธานาธิบดี "ความคุ้มกันประมุขรัฐ" จึงหายไปทันที ตีตราใหม่เป็น ผู้ก่อการร้ายยาเสพติด
ปฏิบัติการครั้งนี้ สหรัฐฯ อ้างหมายจับจากกระทรวงยุติธรรม ปี 2020 ที่ระบุว่า มาดูโร คือ ผู้นำองค์กรค้ายาเสพติดใหญ่ของเวเนฯในนาม "Cartel of the Suns" พฤติการณ์ ลักลอบขนส่งโคเคนเข้าอเมริกาปีละหลายร้อยตัน
ดังนั้น "เขาไม่ใช่ประมุขรัฐ เขาเป็นแค่ 'Narco-Terrorist' (ผู้ก่อการร้ายค้ายา)” ทำให้เขามีสิทธิที่จะควบคุมตัว มาดูโร่ แม้ว่าจะอยู่ในตำแหน่งผู้นำประเทศเป็นประมุขของรัฐและได้รับการคุ้มครองก็ตาม
แต่นักวิเคราะห์มากมายก็มองว่า การรักษาความมั่นคงสหรัฐเป็นฉากหน้า เหตุผลที่แท้จริงคือ บ่อน้ำมัน ขุมทรัพย์มหาศาลที่สหรัฐแค้นใจและต้องการเวเนซุเอลา คือประเทศที่มีปริมาณน้ำมันดิบสำรอง "มากที่สุดในโลก" มากกว่า 3 แสนล้านบาร์เรล มากกว่า สหรัฐฯ 5 เท่า (55,000 ล้านบาร์เรล)
แต่ที่สำคัญกว่าปริมาณ คือ "ประเภท" ของน้ำมัน เพราะน้ำมันเวเนซุเอลาเป็นแบบ Heavy Crude น้ำมันดิบหนักพิเศษ ลักษณะเหมือนยางมะตอยเหนียวหนืด ต้องใช้กระบวนการและเครื่องมือขั้นสูงในการขุดเจาะและเปลี่ยนให้มันไหลส่งตามท่อได้ ต้นทุนในการขุดเจาะสูง ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่โรงกลั่นในสหรัฐฯ ต้องการที่สุด เพราะโรงกลั่นน้ำมันสหรัฐฯแถบ Gulf Coast (รัฐเท็กซัสและลุยเซียนา) ถูกออกแบบมา เพื่อกลั่น "Heavy Crude" โดยเฉพาะ ดังนั้น โรงกลั่นพร้อม ขาดแค่วัตถุดิบราคาถูก ซึ่งก็ถือ น้ำมัน นั่นเอง
หลังคุมตัวมาดูโร่มาขึ้นศาลสหรัฐ ตอนนี้ไม่มีคำมั่นที่ชัดเจนว่า เขาจะควบคุมเวเนฯถึงเมื่อไหร่ นอกจากสิ่งที่เขาพูดอย่างชัดเจนว่า "เราจะเข้าไปบริหารประเทศ จนกว่าจะเข้าที่เข้าทาง" นั่นหมายถึงการเข้าไปควบคุมก๊อกน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อประกันความมั่นคงทางพลังงานของสหรัฐฯ เอง และตัดวงจรไม่ให้ ชาติมหาอำนาจอื่น สามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานมหาศาลนี้ได้นี่เอง
เมื่อนั่น ความขัดแย้งคงลุกลามประทุไปทั่วโลก และคงไม่มีที่สำหรับประเทศเล็ก ๆ อีกต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
