อังกฤษลุยถอดรหัส “ใบชา 200 ปี” กุญแจลับสร้าง “ยอดชาทรหด” สู้ภัยโลกร้อน

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบริสตอล (University of Bristol) ในประเทศอังกฤษ กำลังย้อนเวลากลับไปศึกษาใบชาอายุกว่า 200 ปีที่เก็บรักษาไว้ตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 เพื่อค้นหาวิธีปกป้อง ชา หนึ่งในเครื่องดื่มยอดนิยมของโลก ให้รอดพ้นจากวิกฤตโลกร้อน ที่กำลังคุกคามไร่ชาทั่วโลก
โครงการนี้ทำงานร่วมกับ ทามาลี คาริยาวาซัม (Thamali Kariyawasam) นักวิทยาศาสตร์ชาวศรีลังกา ผู้เข้าสำรวจตัวอย่างชาประวัติศาสตร์ ณ สวนพฤกษศาสตร์หลวง เมืองคิว (Royal Botanic Gardens, Kew) เพื่อเปรียบเทียบกับชาสายพันธุ์ปัจจุบัน เป้าหมายคือการทำความเข้าใจว่าต้นชาสายพันธุ์ใดที่มีความทนทานและสามารถปรับตัวได้ดีที่สุดในสภาวะขาดแคลนน้ำ
เธออธิบายว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้ คือการสร้างชุดข้อมูลเชิงเวลา (Time Series) โดยการวิเคราะห์ตัวอย่างจากหอพรรณไม้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1800 จนถึงปัจจุบัน เพื่อดูว่าโครงสร้างทางกายภาพ เคมี และพันธุกรรมของต้นชาเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรตามสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะประสิทธิภาพการใช้น้ำ เพื่อติดตามการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรม
ทั้งนี้หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืนของแบรนด์ อาเหม็ด ที (Ahmad Tea) ผู้สนับสนุนงานวิจัยนี้ ระบุว่าเกษตรกรกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก เนื่องจากไม่สามารถคาดเดาปริมาณฝนและอุณหภูมิได้เหมือนแต่ก่อน
รวมถึงต้นชา ยังเป็นพืชอายุยืนที่ต้องใช้เวลาดูแลในเรือนเพาะชำถึง 2 ปีก่อนลงหลุมปลูก และสามารถเก็บเกี่ยวได้นานหลายทศวรรษ หากเกิดภัยแล้งหรือความร้อนจัดจนต้นชาตาย เกษตรกรจะสูญเสียเงินลงทุนมหาศาลนอกจากนี้ ฝนที่ตกหนักผิดปกติ ยังชะล้างหน้าดินและเปลี่ยนองค์ประกอบทางเคมีในใบชา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรสชาติและราคาในตลาดโลก
ทีมนักวิจัยจึงหวังว่าหากทีมวิจัย สามารถเชื่อมโยงพันธุกรรมของชาเข้ากับข้อมูลสภาพอากาศในอดีตได้ ก็จะทำให้พบกับยีนที่เกี่ยวข้องกับความทนทาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปรับปรุงพันธุ์ชาในอนาคต
โดยผลลัพธ์จากงานวิจัยนี้ อาจจะถูกเปลี่ยนเป็นคู่มือปฏิบัติ สำหรับผู้ปลูกชา ที่ไม่ใช่แค่ในศรีลังกา แต่จะส่งต่อความรู้ไปยังผู้ผลิตรายใหญ่ในอินเดียและแอฟริกาตะวันออก เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ชาที่ใช้น้ำน้อยแต่ให้ผลผลิตสูง และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมชาท่ามกลางวิกฤตสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
