รีเซต

วิเคราะห์กลไกราคาน้ำมัน ทำไม? คนไทยถึงต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินแพงขึ้น

วิเคราะห์กลไกราคาน้ำมัน ทำไม? คนไทยถึงต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินแพงขึ้น
TNN ช่อง16
26 มีนาคม 2569 ( 12:30 )
7

ปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 6 บาทต่อลิตร ภาพประชาชนแห่ต่อคิวเติมน้ำมันแน่นปั๊ม

เมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 25 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา สถานีบริการน้ำมันต่างๆ ทังในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด เต็มไปด้วยภาพของประชาชนที่ต่างขับรถมาจอดเพื่อมารอต่อคิวเติมน้ำมันกันเป็นแถวยาวเหยียด ทันทีที่ทราบข่าว จากกรณีที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบในการปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ทำให้สถานีบริการน้ำมันต่างๆ ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 6 บาทต่อลิตร โดยจะมีผลตั้งแต่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.นัดพิเศษ) เมื่อเวลา 11.00 น. ของวันที่ 26 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือประเด็นวิกฤตพลังงาน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการปรับอัตราน้ำมันขึ้นครั้งเดียว 6 บาทต่อลิตร เพราะเนื่องจากต้องการแก้ไขปัญหา การกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบกับราคาน้ำมันในประเทศไทยก่อนที่จะมีการปรับขึ้นราคาถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้น้ำมันในประเทศถูกลักลอบส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน และเพื่อให้ประชาชนรับทราบกลไกตลาดอย่างแท้จริง

ภาพจาก Thai News Pix


ทั้งนี้ นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แถลงข่าวศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ถึงสถานการณ์พลังงาน หลังมีการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทว่า สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางยังไม่มีท่าทีจะสงบแม้จะมีการเจรจากันแล้วก็ตาม ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้กระทบต่อราคาน้ำมันขายปลีกทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย

จากสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขาดสภาพคล่องติดลบมากขึ้น 3.5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากต้องใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันและมีเงินไหลออกวันละ 2,000 ล้านบาท จากเหตุผลข้างต้น คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีการพิจาณาหลายมิติ ทำให้ต้องปรับลดการชดเชยในกลุ่มน้ำมันดีเซลและเบนซินส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดปรับสูงขึ้น 6 บาทต่อลิตร

หากย้อนดูข้อมูลจาก การต่างประเทศ กองวิชาการและแผนงาน กรมการปกครอง ที่ได้ระบุถึง  การทำความเข้าใจกลไกราคาน้ำมันโลก Understanding the Global Oil Pricing Mechanism

ราคาน้ำมันเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อเศรษฐกิจโลก โดยราคาน้ำมันดิบถูกกำหนดจากกลไก

ของอุปสงค์ (ความต้องการใช้) และอุปทาน (ปริมาณการผลิต) ในตลาดโลก เมื่อเศรษฐกิจเติบโต ความต้องการพลังงาน โดยเฉพาะในภาคการขนส่งก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันสูงขึ้น ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เช่น น้ำมันเบนซินและดีเซล ยังคงเป็นพลังงานหลักที่ใช้ในภาคการขนส่ง รวมถึงการทำความร้อน

การทำอาหาร และการผลิตไฟฟ้าในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณหนึ่งในสามของการใช้พลังงานทั้งหมดของโลก

1. โครงสร้างราคาและดัชนีอ้างอิงระดับโลก (Benchmarks)

ราคาน้ำมันถูกกำหนดผ่านน้ำมันดิบมาตรฐานซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงในการซื้อขายทั่วโลก ดัชนีหลักประกอบด้วย Brent Crude (ใช้ในยุโรปและแอฟริกา), West Texas Intermediate (WTI) (ใช้อ้างอิงในสหรัฐฯ) และ Dubai/Oman (ใช้อ้างอิงในตลาดเอเชีย) แม้แหล่งผลิตจะอยู่ไกลกัน แต่ราคาเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกันสูง เนื่องจากน้ำมันเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายในตลาดเดียวที่เชื่อมโยงกันสมบูรณ์ การหยุดชะงักของอุปทานในจุดใดจุดหนึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาอ้างอิงทุกตัวผ่านส่วนต่างราคาและต้นทุนค่าขนส่ง

2. กลไกอุปสงค์ อุปทาน และตลาดการเงิน

การบริหารอุปทานถูกคานอำนาจระหว่างกลุ่มองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ที่ควบคุมการผลิตเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา และกลุ่มนอก OPEC เช่น สหรัฐฯ ที่มีกำลังการผลิตสูงถึง 13.6 ล้านบาร์เรลต่อวันนอกจากปัจจัยด้านอุปสงค์และอุปทานแล้ว เหตุการณ์ระดับโลกก็มีผลต่อราคาน้ำมันอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น

ความขัดแย้งทางการเมือง สงคราม หรือภัยธรรมชาติที่กระทบต่อการผลิตและการขนส่งน้ำมัน ตัวอย่างในอดีต เช่น Arab Oil Embargo, Iranian Revolution, Iran–Iraq War และ Gulf War ล้วนทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นว่าตลาดน้ำมันมีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์โลกอย่างมาก

นอกจากนี้ ตลาดน้ำมันโลกยังมีความซับซ้อนจากบทบาทของน้ำมันกระดาษ (Paper Oil) ซึ่งในปัจจุบัน ปริมาณการซื้อขายในตลาดล่วงหน้า (Futures) มีมูลค่าสูงกว่าปริมาณน้ำมันจริงหลายเท่า ราคาจึงผันผวนตาม

การเก็งกำไรที่ตอบสนองต่อข่าวสารแบบเรียลไทม์ ดังที่เห็นในวันที่ 9 มีนาคม 2569 ที่ราคา Brent พุ่งแตะ $119.50 ก่อนจะปรับฐานลงอย่างรวดเร็ว

ภาพจาก Thai News Pix


3. วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์: ตัวเร่ง "ส่วนชดเชยความเสี่ยง"

เมื่อเกิดความขัดแย้งในจุดยุทธศาสตร์ เช่น การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีน้ำมันไหลผ่าน 20% ของโลก (ประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน) ราคาจะเพิ่มขึ้นทันทีจากส่วนชดเชยความเสี่ยง (Risk Premium) ในภาวะวิกฤต องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) จะเข้ามาแทรกแซงด้วยการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์เพื่อกดดันราคาไม่ให้พุ่งสูงเกินไป

4. ผลกระทบต่อประเทศไทยในฐานะส่วนหนึ่งของตลาดโลก

ประเทศไทยมีความเปราะบาง เนื่องจากนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 80% และพึ่งพาแหล่งผลิตจากตะวันออกกลางถึง 58% เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น กลไกในไทยอย่างโครงสร้างภาษีและกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องเข้ามาดูแลเสถียรภาพให้ผลกระทบไม่รุนแรง โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องรับภาระอุดหนุนราคาเพื่อตรึงราคาหน้าปั๊ม ไม่ให้ภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมเผชิญต้นทุนค่าขนส่งสูงเกินไป อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันข้อมูลวันที่ 15 มีนาคม 2569 กองทุนฯ มียอดติดลบสะสมกว่า 1.26 หมื่นล้านบาท รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเริ่มแผนทยอยปรับราคาเพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนฯ ต่อไป

แน่นอนว่าจากที่ราคาน้ำมันขยับขึ้นทีเดียว 6 บาท/ลิตร ย่อมอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินและมีภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ รวมทั้งสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางก็ยังไม่มีท่าทีจะสงบส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้กระทบต่อราคาน้ำมันขายปลีกทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย หลังจากนี้ต้องมารอดูกันว่าภาครัฐบาลจะมีมาตรการออกมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างไร...


ข้อมูลอ้างอิงจาก การต่างประเทศ กองวิชาการและแผนงาน กรมการปกครอง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง