"ไทยช่วยไทย พลัส" ต่อลมหายใจธุรกิจขนาดเล็กเดินต่อไปได้

โครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 มีรูปแบบที่แตกต่างจากคนละครึ่งพลัสเดิม บางส่วน ซึ่งครั้งนี้รัฐช่วยจ่ายร้อยละ 60 ส่วนประชาชนออกเองอีกร้อยละ 40 ด้วยวงเงินรวมสูงที่สุด ถึง 4,000 บาท
กำหนดแบ่งจ่ายออกเป็น 4 เดือน เดือนละ 1,000 บาท นั่นหมายความว่าประชาชนจะต้องออกเงินเองอีกเดือนละ 667 บาท (หรือ 666.67 บาท) กรณีใช้จ่ายต่อวัน สามารถใช้ได้ไม่เกิน 200 บาท แต่หากใช้ไม่หมดในแต่ละเดือน จะไม่สามารถทบไปใช้ในเดือนถัดไปได้
สำหรับประชาชนทั่วไป โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ในรอบนี้ กำหนดอายุผู้มีสิทธิเพิ่มขึ้นจากคนละครึ่งพลัส ครั้งก่อน จากคนไทยอายุ 16 บริบูรณ์ เป็น 18 ปีบริบูรณ์
โดยจะเปิดให้ลงทะเบียน ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม ถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 หรือจนกว่าจะครบจำนวน 30 ล้านคน ผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตัง และเริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ส่วนการใช้สิทธิผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรี จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569
ขณะที่ผู้ประกอบการร้านค้า ที่สามารถเข้าร่วมได้ ได้แก่ ร้านอาหารและเครื่องดื่มรายย่อย ที่ไม่ได้เป็นนิติบุคคล แต่ต้องเป็นสัญชาติไทย ซึ่งรวมร้านค้าที่ให้บริการผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรีด้วย ยังมีร้านขายสินค้าทั่วไป เช่น ร้านขายของชำ ร้านธงฟ้า วิสาหกิจชุมชน และกองทุนหมู่บ้าน ที่อยู่ในเกณฑ์กำหนด
และกรณีเป็นนิติบุคคล จะต้องมีรายได้ไม่เกิน 1 ล้าน 8 แสนบาท ต่อปี ตามฐานข้อมูลของกรมสรรพากร ณ วันที่ 30 เมษายน 2569
ขณะที่ ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ ที่เข้าร่วมโครงการได้ เช่น แท็กซี่มิเตอร์, รถสองแถว, จักรยานยนต์รับจ้าง, รถไฟฟ้า, รถโดยสารสาธารณะ เป็นต้น ซึ่งผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะจะต้องได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย แต่สำหรับร้านนวด สปา ทำผม ทำเล็บ จะไม่สามารถเข้าร่วมได้
โดยผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส มาก่อน สามารถยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการ ผ่านแอปพลิเคชัน ถุงเงิน ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม ถึง 30 กันยายน 2569
และกรณีเป็นผู้ประกอบการที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการมาก่อน สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านสาขาของธนาคารกรุงไทย ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นี้
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ถูกออกแบบมาเพื่อประคับประคองประชาชนทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ทั้งกลุ่มเปราะบางผ่านโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และประชาชนทั่วไป ผ่านโครงการ 60/40 ที่รัฐช่วยจ่ายร้อยละ 60
ขณะเดียวกัน ยังเป็นการช่วยร้านค้ารายขนาดเล็กทั่วประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตต้นทุนที่สูงขึ้น เป็นการช่วยต่อลมหายใจให้ธุรกิจเดินต่อไปได้
ด้าน ศาสตราจารย์ วิทวัส รุ่งเรืองผล หัวหน้าภาควิชาการตลาด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้มุมมองว่า โครงการดังกล่าว ซึ่งใส่เงินเข้าไปถึงคนทุกระดับ รวมถึงดึงเงินของประชาชนออกมาส่วนหนึ่ง จะทำให้การใช้จ่ายมีความคึกคักมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้จ่ายร้านค้าใกล้บ้าน หรือภายในชุมชน ถือเป็นการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบรากหญ้าโดยตรง
จากสถิติของโครงการก่อนหน้า พบว่า การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนผ่านโครงการฯ ทำให้ร้านอาหารที่เป็นสตรีทฟู้ด รวมถึงร้านขนาดเล็ก มีความคึกคักมากขึ้น ช่วยให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่อง จากการกระตุ้นให้เงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังเป็นเพียงการกระตุ้นระยะสั้น ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยยังต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐในระยะยาว จึงควรมีมาตรการต่อยอดเพื่อเสริมศักยภาพและสร้างโอกาสให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน เช่น การนำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น มาวิเคราะห์และออกแบบนโยบายช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้ตรงจุด และแม่นยำมากยิ่งขึ้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
