ส.อ.ท.จี้รัฐเร่งหาวัตถุดิบ"ปิโตรเคมี"สำรอง

นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือ ผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบโดยตรง เช่น
1.แนฟทา ซึ่งใช้เป็นสารองค์ประกอบในการผลิตน้ำมันเบนซิน และใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี (โรงงานโอเลฟินส์) ซึ่งเป็น
เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเม็ดพลาสติกพลาสติกที่หลากหลาย เช่น Polyethylene(โพลีเอทิลีน) ที่เป็นวัตถุดิบหลักสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร รวมถึง Polypropylene (PP) ที่นำมาผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร ชิ้นส่วนรถยนต์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์
2.เอทิลีน เป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตโพลิเมอร์หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น Polyethylene รวมถึง Polyvinyl Chloride (PVC) หรือ พอลิไวนิลคลอไรด์ ที่นำมาผลิตท่อพลาสติก และสารตั้งต้นของเส้นใยสังเคราะห์ รวมทั้ง Ethylene Oxide(เอทิลีนออกไซด์) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์
3.โพรพิลีน ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตโพลิเมอร์หลายชนิด
ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัจจุบันโรงงานผลิตโอเลฟินส์ในระยอง หยุดการผลิตชั่วคราวหลังขาดแคลนแนฟทา
ซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำทำให้ราคาเม็ดพลาสติกดีดตัวขึ้นทันที ร้อยละ 30-40 รวมทั้งกระทบต่อเนื่องถึงอุตสาหกรรมอาหารแช่แข็งและสินค้าอุปโภคบริโภคที่อาจเผชิญวิกฤติขาดแคลนบรรจุภัณฑ์ ซึ่งภาครัฐควรหาแหล่งวัตถุดิบสำรองเพื่อป้องกันสายพานการผลิตหยุดชะงักมากขึ้น
นอกจากนี้ ผลกระทบยังลามไปยังอุตสาหกรรมอื่น ได้แก่ 1.ปุ๋ยและโลหะ การนำเข้าปุ๋ยเคมีและอะลูมิเนียมอินกอตเริ่มติดขัด
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
