รีเซต

ทำไม “จีน” อาจเป็นผู้ชนะเงียบบน "สงครามอิหร่าน"-สหรัฐฯ​ โดยไม่ต้องลงสนามรบ ?

ทำไม “จีน” อาจเป็นผู้ชนะเงียบบน "สงครามอิหร่าน"-สหรัฐฯ​ โดยไม่ต้องลงสนามรบ ?
TNN ช่อง16
6 กันยายน 2569 ( 01:12 )
8

นับตั้งแต่สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อศักยภาพทางทหารของอิหร่าน ตลอดจนสังหาร “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุด ณ ขณะนั้น รวมถึงก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างหนักด้วย 


ผ่านมาแล้ว 6 เดือน สงครามกลับยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่าย ๆ ในขณะที่สหรัฐฯ กับอิหร่านกำลังแบกรับต้นทุนจากสงคราม อีกด้านหนึ่งมีรายงานว่า จีนกลับกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ จนนำไปสู่คำถามว่า ในช่วงเวลาที่สหรัฐฯ กำลังหมกมุ่นอยู่กับอิหร่าน สงครามครั้งนี้กำลังเปิดทางให้จีนก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้ชนะเงียบ” หรือไม่ ?


6 เดือนสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ที่ยังไม่มีทางออก


อิหร่านนอกจากจะต้องสูญเสียผู้นำระดับสูงแล้ว สภาพเศรษฐกิจของประเทศย่ำแย่ลงไปอีก หลังเผชิญการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน 


มูลนิธิ Foundation for Defense of Democracies ประเมินว่า สงครามสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจอิหร่านถึง 144,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นประมาณ 40% ของ GDP ประเทศก่อนสงคราม 


ขณะที่ มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ออกมายอมรับต่อสื่อว่า การค้าระหว่างประเทศลดลงเกือบ 35% จากมาตรการคว่ำบาตรและการปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ 


IMF คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจอิหร่านจะหดตัวลง 5.4% ในปี 2026 ถือเป็นการหดตัวที่รุนแรงสุดนับตั้งแต่ปี 1988 และอัตราเงินเฟ้ออาจสูงถึง 68.9% 


ด้านสหรัฐฯ เองก็ต้องแบกรับต้นทุนจากสงครามเช่นกัน มีรายงานว่า เพียง 6 วันแรกของการก่อสงคราม สหรัฐฯ ใช้งบประมาณสูงถึง 11,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกัน มีการประเมินว่า ครัวเรือนอเมริกันทั่วไปอาจแบกรับต้นทุนจากสงครามราว 1,000 ดอลลาร์ต่อครัวเรือน จากทั้งราคาพลังงานและผลกระทบทางเศรษฐกิจอื่น ๆ และตัวเลขดังกล่าวยังอาจเพิ่มขึ้น หากสงครามยืดเยื้อต่อไป


บทความ After six months, the Iran war has reached its endgame — a costly stalemate จากสำนักข่าว Reuters รายงานว่า สงครามอิหร่านตอนนี้เริ่มเข้าสู่สภาวะทางตัน หรือ stalemate


เพราะแม้สหรัฐฯ จะมีอำนาจมากพอที่จะสร้างความเสียหายอย่างหนักต่ออิหร่าน แต่ยังไม่สามารถบีบให้รัฐบาลอิหร่านยอมทำตามเงื่อนไขทั้งหมดได้ ขณะเดียวกัน อิหร่านเองก็ยังไม่สามารถเอาชนะสหรัฐฯ ในด้านทางทหารได้ แต่ก็มีเครื่องมือต่อรองสำคัญทั้งน้ำมันและช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้สงครามเดินทางมาถึงจุดที่ “ไม่มีใครชนะ แต่ก็ไม่มีใครยอมแพ้”


ในช่วงแรกของสงครามต่างฝ่ายต่างใช้กำลังทหารเข้าสู้ ทั้งการโจมตีทางอากาศ ขีปนาวุธ และการโจมตีเป้าหมายทางทหาร แต่เมื่อสงครามยืดเยื้อ สนามรบกำลังเปลี่ยนจาก อาวุธทางทหาร ไปสู่อาวุธทางเศรษฐกิจ


สหรัฐอเมริกากำลังพยายามโดดเดี่ยวอิหร่านทางเศรษฐกิจ โดยมีกลยุทธ์หลักคือ หากไม่สามารถบีบบังคับให้อิหร่านยอมจำนนด้วยแรงกดดันทางทหารได้ ก็จะทำให้การอยู่รอดทางเศรษฐกิจของอิหร่านยากขึ้นเรื่อย ๆ


นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมมาตรการล่าสุดของสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่รายได้จากน้ำมัน ธนาคาร และเครือข่ายคู่ค้าของอิหร่าน เพราะอิหร่านพึ่งพาการส่งออกน้ำมันอย่างมากในการสร้างรายได้และนำเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ประเทศ 


หากสหรัฐฯ สามารถขัดขวางการขายน้ำมัน การรับชำระเงิน และการเข้าถึงระบบการเงินระหว่างประเทศได้ ก็จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและรัฐบาลอิหร่าน

“สงครามอิหร่าน” เปิดทาง “จีน” ก้าวสู่ผู้ชนะบนเกมมหาอำนาจโลก ? 


เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่อิหร่านเผชิญกับการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ และแทบทุกครั้งที่ผ่านมาอิหร่านก็ยังเอาตัวรอดได้เสมอ เพราะเบื้องหลังนั้นมีคู่ค้าคนสำคัญอย่าง “จีน” เป็นหนึ่งในแรงหนุนหลัก เปรียบเสมือนแต้มต่อที่ทำให้อิหร่านยังไม่ถูกตัดขาดจากเศรษฐกิจโลกอย่างที่สหรัฐฯ ต้องการ และภาพนี้เองกำลังทำให้สื่อระดับโลกตั้งคำถามสำคัญว่า “จีน” กำลังกลายเป็นผู้ชนะอย่างแท้จริงบนสงครามนี้หรือไม่ ? เพราะในขณะที่สหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเผชิญต้นทุนมหาศาลจากสงคราม แต่จีนกลับยังสามารถรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตัวเอง และเพิ่มอำนาจต่อรองในภูมิภาคได้ โดยไม่ต้องส่งกำลังทหารเข้าสู่สนามรบเลย


บทวิเคราะห์ Is China’s ‘wise camel’ the winner from the US-Iran war? จาก Financial Times ระบุว่า จีนเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน โดยรับซื้อน้ำมันอิหร่านราว 90% ของการส่งออกน้ำมัน และมีคำมั่นลงทุนในอิหร่านอีก 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ


นั่นหมายความว่า ต่อให้สหรัฐฯ พยายามปิดประตูทางเศรษฐกิจของอิหร่านมากแค่ไหน ตราบใดที่จีนยังคงซื้อขายกับอิหร่าน อิหร่านก็ยังมีช่องทางสร้างรายได้และประคองเศรษฐกิจของตัวเองต่อไปได้


นี่ทำให้โจทย์ของสหรัฐฯ ซับซ้อนขึ้น เพราะหากรัฐบาลทรัมป์ต้องการบีบอิหร่านให้ถึงที่สุด สหรัฐฯ อาจต้องหันมาเล่นงานบริษัทหรือธนาคารจีนที่ยังทำธุรกิจกับอิหร่านด้วย


จนถึงตอนนี้ สหรัฐฯ ไม่สามารถที่จะคว่ำบาตรธนาคารใหญ่ของจีนได้เลยแม้แต่แห่งเดียว มีเพียงบริษัทขนาดเล็กในฮ่องกงบางแห่งเท่านั้นที่ถูกขึ้นบัญชีดำจากมาตรการคว่ำบาตรทางอ้อมของสหรัฐฯ ที่นำมาใช้กับบุคคลหรือองค์กรที่ทำธุรกรรมกับอิหร่าน 


Financial Times วิเคราะห์ว่า หนึ่งในเหตุผลที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังไม่คว่ำบาตรจีนโดยตรง เป็นเพราะไม่ต้องการทำให้การประชุมสุดยอดที่วางแผนไว้ระหว่างทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในเดือนกันยายนต้องคว้าน้ำเหลว


ขณะเดียวกัน จีนก็ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า หากถูกสหรัฐฯ เล่นงานจากกรณีการค้ากับอิหร่าน ก็พร้อมใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อตอบโต้


ด้านบทความ How the Iran war benefits China’s global ambitions จาก Brookings Institution สถาบันวิจัยนโยบายสาธารณะของสหรัฐฯ มองว่า สงครามอิหร่านอาจกลายเป็นโอกาสของจีนในการเพิ่มอิทธิพลโลก โดยไม่ต้องลงสนามรบเอง เพราะในขณะที่สหรัฐฯ กำลังใช้ทรัพยากรจำนวนมากกับสงคราม แต่จีนสามารถใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ตรงนั้นได้ ผ่านการให้ความช่วยเหลือประเทศต่าง ๆ รับมือปัญหาขาดแคลนพลังงาน และรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิหร่าน


ความขัดแย้งยังเปิดช่องให้จีนสร้างภาพว่า จีนเป็นมหาอำนาจที่มีเสถียรภาพและพร้อมช่วยเหลือประเทศอื่น ขณะที่สหรัฐฯ ถูกมองว่าใช้กำลังมากเกินไปและทำให้พันธมิตรต้องรับผลกระทบ


นอกจากนี้ สงครามทำให้หลายประเทศต้องการลดการพึ่งพาน้ำมัน จึงอาจเร่งการลงทุนในพลังงานสะอาด รถ EV แบตเตอรี่ และโซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่จีนมีความได้เปรียบ

Dollar vs Supply Chain


นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง สแตนฟอร์ด เยล และโคลัมเบีย เคยวิเคราะห์ไว้ในบทความของ IMF ว่า ภาพนี้สะท้อนให้เห็นถึงระเบียบโลกใหม่ที่สหรัฐฯ และจีนต่างมีอำนาจครอบงำในคนละด้าน


จีนคุมห่วงโซ่อุปทานสำคัญของโลก ตั้งแต่วัตถุดิบสำคัญยันแร่หายาก ขณะที่ สหรัฐฯ มีอำนาจจากการควบคุมระบบการเงินโลกที่มีเงินดอลลาร์เป็นศูนย์กลาง


เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายพยายามบั่นทอนอำนาจของอีกฝ่าย ประเทศอย่างอิหร่านก็กลายเป็นสมรภูมิที่ถูกดึงเข้าไปพัวพันในเกมใหญ่ระหว่าง 2 มหาอำนาจนี้ และนี่คือจุดที่ทำให้สงครามอิหร่านครั้งนี้น่าสนใจไปไกลกว่าสนามรบ เพราะเบื้องหลังการคว่ำบาตรและการตอบโต้ทางเศรษฐกิจ กำลังเกิดการแข่งขันที่ใหญ่กว่านั้น ระหว่าง “เงินดอลลาร์” ของสหรัฐฯ กับ “ห่วงโซ่อุปทาน” ของจีน


สกุลเงินดอลลาร์ยังคงเป็น สกุลเงินที่ทรงอิทธิพลที่สุดในระบบการเงินโลก โดยมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศทั่วโลกราว 89% สิ่งนี้ทำให้สหรัฐฯ มีอำนาจทางการเงินมหาศาล เพราะการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์เชื่อมโยงกับธนาคาร บริษัท และระบบการเงินทั่วโลก


ลองนึกภาพง่าย ๆ หากสหรัฐฯ ต้องการคว่ำบาตรประเทศใดประเทศหนึ่ง ก็สามารถกีดกันบริษัทและธนาคารของประเทศนั้นไม่ให้เข้าถึงระบบการเงินระหว่างประเทศ หรือทำให้การทำธุรกรรมผ่านระบบที่ใช้เงินดอลลาร์เป็นเรื่องยากขึ้น


พูดง่าย ๆ คือ สหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณว่า “ถ้าคุณต้องการเข้าถึงระบบการเงินที่มีดอลลาร์เป็นศูนย์กลาง คุณก็ต้องปฏิบัติตามกติกาของเรา”


นี่จึงทำให้ดอลลาร์ไม่ได้เป็นเพียงสกุลเงินสำหรับการซื้อขายเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นหนึ่งในอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทรงพลังที่สุดของสหรัฐฯ


อย่างไรก็ตาม ยิ่งสหรัฐฯ ใช้ดอลลาร์เป็นเครื่องมือคว่ำบาตร ก็เริ่มทำให้หลายประเทศเกิดความกังวล และอาจมองหาวิธีอื่นในการค้าขายและชำระผ่านสกุลเงินอื่น เช่น หยวน ของจีน ซึ่งกำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของตน รวมถึงระบบการชำระเงินข้ามพรมแดน เพื่อให้การค้าระหว่างประเทศสามารถดำเนินไปได้โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบดอลลาร์เพียงอย่างเดียว 


แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เงินดอลลาร์จะหายไปทันที หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อย ๆ เกิดขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาระบบการเงินที่สหรัฐฯ สามารถใช้เป็นเครื่องมือกดดันได้


ด้านจีนที่มีอาวุธคือ ห่วงโซ่อุปทาน ข้อมูลจาก IEA ระบุว่า จีนมีสัดส่วนควบคุมการผลิตในห่วงโซ่อุปทานสำคัญหลายประเภทประมาณ 60-85% และในบางขั้นตอนการผลิตมีสัดส่วนมากกว่า 95%


โดยเฉพาะ “แร่หายาก” ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ จีนมีสัดส่วนครองการผลิตสูงถึง 69% และจากแร่ยุทธศาสตร์สำคัญทั้งหมด 20 ชนิด จีนเป็นผู้นำด้านการแปรรูปถึง 19 ชนิด คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดเฉลี่ยราว 70%


อำนาจในลักษณะนี้ทำให้หลายประเทศเกิดความกังวลเช่นกันกับเงินดอลลาร์ เพราะหากพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีนมากเกินไป วันหนึ่งจีนอาจใช้ข้อได้เปรียบนี้มาเป็นเครื่องมือต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ 


สหรัฐฯ เองก็พยายามลดพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากต่างประเทศ ด้วยการเพิ่มการผลิตและการแปรรูปแร่สำคัญภายในประเทศ รวมถึงสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ร่วมกับประเทศพันธมิตร ทั้งยังเข้าซื้อหุ้นในบริษัทเหมืองแร่หายากอย่าง MP Materials จนกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด เพื่อเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานแร่หายากของตัวเองให้ไม่ต้องพึ่งพาจีนอีกต่อไป 


จีนคือ “ผู้ชนะเงียบ” จริงหรือ ?


หากอ่านมาถึงตรงนี้ ดูแล้วเหมือนจีนจะยืนอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบสุดบนสมรภูมินี้ ทั้งเป็นคู่ค้าคนสำคัญของอิหร่าน และยังคุมห่วงโซ่อุปทานของโลก 


แต่ภาพที่ดูเหมือนจีนกำลังกลายเป็นผู้ชนะเงียบ ๆ อยู่นี้ เป็นความจริงทั้งหมดหรือไม่ ? หรือเบื้องหลังอำนาจต่อรองที่จีนถืออยู่ ขณะเดียวกันก็อาจมีต้นทุนที่จีนต้องแบกรับอยู่เช่นกัน


บทความ Beyond winning and losing: What Beijing wants from the Iran war จาก Brookings Institution ให้มุมมองที่ต่างออกไป โดยระบุว่า เราอาจกำลังมองจีนผ่านกรอบ “ผู้ชนะหรือผู้แพ้” มากเกินไป เพราะสำหรับจีนแล้ว สิ่งสำคัญกว่าไม่ใช่ว่าใครจะชนะสงคราม แต่คือสงครามครั้งนี้จะสร้างผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และพื้นที่ในการดำเนินยุทธศาสตร์ของจีนมากแค่ไหน


เพราะในความเป็นจริง จีนเองก็มีต้นทุนจากสงครามเช่นกัน โดยเฉพาะการเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก และต้องพึ่งพาเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากสงครามยืดเยื้อ ราคาพลังงานและค่าขนส่งสูงขึ้น หรือเส้นทางการค้าสำคัญถูกปิดกั้น เศรษฐกิจจีนก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย 


ดังนั้น เป้าหมายของจีนจึงไม่ใช่การทำให้สหรัฐฯ แพ้ แต่คือลดความเสี่ยงของตัวเอง บทความนี้ มองว่า จีนกำลังใช้บทเรียนจากสงครามนี้เพื่อ ลดการพึ่งพาประเทศหรือเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งมากเกินไป 


ด้านบทความ How Is the Iran War Impacting China’s Economy? จากเว็บไซต์ ChinaPower Project ของ CSIS ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนเมษายน 2026 ระบุว่า ปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนใน 4 ด้านหลัก ได้แก่


1. ความต้องการสินค้าจีนลดลง เพราะประเทศคู่ค้าทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบจากสงครามเช่นกัน


2. ความเสี่ยงด้านพลังงาน เพราะจีนนำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซกว่า 1 ใน 3 ทำให้จีนมีความเสี่ยงหากเส้นทางดังกล่าวถูกปิดเป็นเวลานาน


3. ปัญหาห่วงโซ่อุปทานจากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่พุ่งสูงจนกัดกร่อนกำไรภาคอุตสาหกรรมของจีน 


4. ความเสี่ยงด้านการลงทุน เพราะตะวันออกกลางเคยเป็นจุดหมายการลงทุนอันดับหนึ่งของจีนในปี 2025 แต่สงครามครั้งนี้กำลังคุกคามทั้งการลงทุนที่มีอยู่และความเชื่อมั่นในอนาคต 


สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่เรื่องการแพ้ชนะของ 2 ชาติมหาอำนาจ แต่เป็นการแข่งขันว่าใครจะยังสามารถรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง และรับมือต้นทุน ของสงครามได้ดีกว่ากัน


สิ่งนี้อาจเป็นบทเรียนสำคัญจากสงครามอิหร่าน เพราะในโลกที่สงครามไม่ได้ตัดสินกันแค่อาวุธอีกต่อไป ผู้ชนะอาจไม่ใช่ฝ่ายที่รบเก่งที่สุด แต่คือฝ่ายที่เสียหายน้อยที่สุด และยังรักษาอำนาจต่อรองของตัวเองไว้ได้เมื่อสงครามจบลง


แหล่งข้อมูลอ้างอิง:


  • Is China’s ‘wise camel’ the winner from the US-Iran war? - Financial Times 

  • After six months, the Iran war has reached its endgame — a costly stalemate - Reuters

  • How the Iran war benefits China’s global ambitions - Brookings Institution

  • Beyond winning and losing: What Beijing wants from the Iran war - Brookings Institution

  • Iran’s leaders acknowledge economic toll of war, pledge diplomacy, defence - Al Jazeera

  • How Is the Iran War Impacting China’s Economy? - ChinaPower Project, CSIS

  • Iran in 2026: Six months after the US/Israeli strikes - House of Commons Library

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง