รีเซต

BTS พร้อมเจรจารัฐพฤษภาคม ซื้อคืนสัมปทานต้องยึดสัญญา

BTS พร้อมเจรจารัฐพฤษภาคม ซื้อคืนสัมปทานต้องยึดสัญญา
ทันหุ้น
23 เมษายน 2569 ( 02:30 )
4

จากกรณีที่นายพิพัฒน์  รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมมีแผนเดินหน้าซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากภาคเอกชน เพื่อปรับโครงสร้างการบริหารจัดการเป็นระบบเจ้าของรายเดียว (Single Ownership)โดยโอนรถไฟฟ้าทุกสายมาอยู่ภายใต้การกำกับของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อให้สามารถกำหนดอัตราค่าโดยสารในโครงสร้างเดียวกัน และเชื่อมต่อระบบตั๋วร่วมให้ประชาชนใช้บัตร EMV Contactless ใบเดียวในการเดินทางครอบคลุมทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ และเรือโดยสาร

โดยกรอบการเจรจาจะใช้วิธีปรับสัญญาเป็น PPP Gross Cost เพื่อให้รัฐถือครองสิทธิสัมปทาน ขณะที่เอกชนยังคงมีบทบาทเป็นผู้ให้บริการเดินรถตามระยะเวลาสัญญาเดิม และสามารถนำสัญญาใหม่ไปใช้เป็นหลักประกันทางการเงินได้ ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมได้ประเมินมูลค่าสินทรัพย์และสัญญาการเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) ภายใต้สัมปทานของบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์  จำกัด (มหาชน) หรือ BTS และบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ในกรอบวงเงินกว่า 1.4 แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญในการเจรจาปรับโครงสร้างสัมปทานภายในเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ เพื่อให้สามารถดำเนินการระบบตั๋วร่วมได้ในปี 2570

นายสุรพงษ์  เลาหะอัญญา ผู้อำนวยการใหญ่สายธุรกิจ MOVE บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS เปิดเผยว่า ภาคเอกชนยินดีสนับสนุนนโยบายรัฐบาลและพร้อมรับฟังเงื่อนไขการซื้อคืนที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ โดยสัญญาสัมปทานของ BTS Group ประกอบด้วยโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลัก (ช่วงหมอชิต – อ่อนนุช และ สนามกีฬาแห่งชาติ – วงเวียนใหญ่) ซึ่งสัญญาจะสิ้นสุดในปี 2572, โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลือง ระยะเวลาสัมปทานประมาณ 28 ปี

ทั้งนี้ คาดว่าการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสายใหม่ๆ เช่น สายสีน้ำตาล หรือส่วนต่อขยายอื่นๆ จะต้องใช้รูปแบบ Gross Cost ทั้งหมดเพื่อให้สอดคล้องกับการคุมราคาค่าโดยสารของรัฐบาล ดังนั้นกรอบการพิจารณาจะยึดตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาสัมปทานเป็นหลัก อาทิ ราคาที่รัฐจะซื้อคืนสัมปทาน,  การคำนวณค่าโยธา (Civil Works) ส่วนที่ยังเหลืออยู่, อัตราค่าจ้างบริหารและซ่อมบำรุง (O&M) ที่จะได้รับ, สิทธิในการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในสถานี

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า หากเกิดการซื้อคืนสัมปทานขึ้นจริง คาดว่าวงเงินกระทรวงคมนาคมจะจ่ายสำหรับการซื้อคืนสัมปทานคือ 2 แสนล้านบาท ซึ่งลดลงอย่างมากจากจำนวนที่เคยเป็นข่าวในปี 2568 ที่ 5 แสนล้านบาท และยังไม่มีข้อมูลว่ารัฐบาลต้องการปรับลดวงเงินซื้อคืนสัมปทานในรถไฟฟ้าสายไหน หาก BEM หรือ BTS ไม่ได้รับค่าชดเชยที่เพียงพอเมื่อเทียบกับเงินลงทุนจริงรวมถึงค่าเสียโอกาส สิ่งนี้จะยิ่งทำให้การเจรจาซื้อคืนยากลำบากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ต่อกรณีการซื้อคืนสัมปทาน BTS จะได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้มากกว่า เนื่องจากคาดว่าสายสีชมพูและสีเหลืองจะบันทึกผลขาดทุนมากถึง 1.6 พันล้านบาท ในปี 2569 ดังนั้นการขายสินทรัพย์เหล่านี้ออกไปจะทำให้ BTS กลับมามีกำไรอีกครั้ง

ส่วน BEM จะไม่ได้เสียประโยชน์จากนโยบายนี้ เนื่องจากดูเหมือนว่าบริษัทจะยอมสละสายสีน้ำเงินและสีส้มที่มีกำไร แต่กระบวนการตกลงมูลค่าของสายสีน้ำเงินอาจต้องใช้เวลา

เนื่องจากนโยบายในการลดค่าโดยสารที่ยังไม่มีความแน่นอน เรายังคงอ้างอิงตามการดำเนินงานในปัจจุบัน จึงคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ของ BEM ที่ 3.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.4% YoY  2569 ในขณะที่ BTS คาดว่าจะยังคงขาดทุน โดยถูกฉุดจากเส้นทางขาดทุนสองสายคือสีชมพูและสีเหลือง รวมถึงส่วนแบ่งผลขาดทุนจากอาคารแห่งใหม่ใกล้สถานีหมอชิต แนะนำ “ซื้อ” ทั้ง BEM ราคาเหมาะสม 8.20 บาทและ BTS ราคาเหมาะสม 4 บาท จากมูลค่าหุ้นที่ถูกมาก

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง