กษัตริย์ชาลส์-พระราชินีคามิลลา เสด็จเยือนสหรัฐฯ ทรัมป์ให้การต้อนรับ

สมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร และสมเด็จพระราชินีคามิลลา เสด็จถึงสหรัฐอเมริกาเมื่อวานนี้ (27 เมษายน) เพื่อเริ่มการเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการเป็นเวลา 4 วัน
โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งประกาศตัวว่าเป็นผู้สนับสนุนราชวงศ์อังกฤษ ให้การต้อนรับ แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะมีจุดยืนแตกต่างจากรัฐบาลอังกฤษในประเด็นสงครามอิหร่าน
การเยือนครั้งนี้ถือเป็นการเยือนระดับรัฐที่สำคัญและได้รับความสนใจมากที่สุดในรัชสมัยของ สมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 และยังตรงกับวาระครบรอบ 250 ปี การประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ จากการปกครองของอังกฤษ อีกทั้งยังเป็นการเยือนสหรัฐฯ ครั้งแรกของกษัตริย์อังกฤษในรอบ 20 ปี
หลังเครื่องบินพระที่นั่งลงจอดที่ฐานทัพร่วมแอนดรูวส์ ซึ่งมีพิธีต้อนรับ พระเจ้าชาลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลาเสด็จต่อไปยังทำเนียบขาว โดยมีทรัมป์และ เมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งให้การต้อนรับ
เมลาเนียได้ทักทายกษัตริย์และพระราชินีด้วยการจุมพิตที่แก้ม ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์จับพระหัตถ์ของทั้งสองพระองค์ ก่อนจะยืนถ่ายภาพร่วมกันสั้น ๆ และเข้าไปดื่มชาส่วนตัวภายในทำเนียบขาว
ต่อมา เมลาเนีย ทรัมป์ และพระราชินีคามิลลาทรงร่วมงานเลี้ยงในสวนที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตอังกฤษ ซึ่งเพิ่งปรับปรุงใหม่ โดยมีคณะนักร้องประสานเสียงขับร้องเพลงชาติของทั้งสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา
ภายในงาน ทั้งสองพระองค์ได้พบปะกับแขกจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงผู้บริหารสื่อ บุคคลสำคัญในสังคม และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เช่น วุฒิสมาชิกเท็ด ครูซ รัฐมนตรีคลังสกอตต์ เบสเซนต์ รวมถึงเอกอัครราชทูตจากหลายประเทศ
กำหนดการในสัปดาห์นี้ยังมีการกล่าวสุนทรพจน์ต่อสภาคองเกรสในวันนี้ (28 เมษายน) งานเลี้ยงรับรองระดับรัฐอย่างยิ่งใหญ่ที่ทำเนียบขาว และการเสด็จเยือนนครนิวยอร์กในวันพรุ่งนี้ (29 เมษายน)
กิจกรรมต่าง ๆ ในกรุงวอชิงตันดีซีจัดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่ยังตึงเครียด หลังเกิดเหตุกราดยิงในงานเลี้ยงของสมาคมผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (25 เมษายน)
แหล่งข่าวจากสำนักพระราชวังระบุว่า พระราชดำรัสของ สมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 ต่อสภาคองเกรสจะใช้เวลาประมาณ 20 นาที เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นไปตามคำแนะนำของรัฐบาลอังกฤษ แต่ถ้อยคำและน้ำเสียงจะมาจากพระองค์เอง
สมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 จะตรัสว่า แม้ตลอด 250 ปีที่ผ่านมา สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาจะไม่ได้เห็นพ้องกันในทุกเรื่อง แต่ “ครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งสองประเทศก็หาหนทางกลับมาร่วมมือกันได้เสมอ”
พระองค์จะทรงเน้นย้ำว่า การร่วมกันปกป้องคุณค่าประชาธิปไตยที่ทั้งสองประเทศยึดถือร่วมกัน จะช่วยส่งเสริมความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของโลก
นอกจากนี้ พระองค์จะทรงกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศว่าเป็น “หนึ่งในพันธมิตรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ”
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
