ผู้ชุมนุมในเมียนมาใช้โซเชียลมีเดียตีแผ่ความโหดร้ายให้โลกได้เห็น

ผู้ชุมนุมในเมียนมาใช้โซเชียลมีเดียตีแผ่ความโหดร้ายให้โลกได้เห็น
บีบีซี ไทย
9 มีนาคม 2564 ( 07:26 )
13
ผู้ชุมนุมในเมียนมาใช้โซเชียลมีเดียตีแผ่ความโหดร้ายให้โลกได้เห็น

กลุ่มผู้ประท้วงหนุ่มสาวยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ตั้งแถวเป็นแนวยาวกีดขวางการจราจรบนถนนในนครย่างกุ้งของเมียนมา บางคนสวมหมวกแข็งสีขาว แต่หลายคนเลือกที่จะสวมหมวกจักรยาน พวกเขาใช้โล่ที่ทำขึ้นเอง แว่นตา และหน้ากาก ในการป้องกันตัว กับมีอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้อีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือโทรศัพท์มือถือ

นับตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ. โลกได้เห็นการปฏิบัติอย่างเหี้ยมโหดต่อผู้ชุมนุม โดยเฉพาะเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (3 ก.พ.) มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 38 คน สหประชาชาติระบุว่าเป็น "วันที่นองเลือดที่สุด" ของเมียนมา นับตั้งแต่กองทัพเข้ายึดอำนาจ และควบคุมตัวนางออง ซาน ซู จี ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง สมาชิกหลายคนของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy--NLD) และคนอีกหลายร้อยคนเอาไว้

 

"แอบถ่าย"

Getty Images
คนกำลังถือโทรศัพท์มือถือที่มีคลิปวิดีโอทหารที่กำลังมองออกมาจากรถบรรทุกคันหนึ่งในนครย่างกุ้ง ขณะที่กองกำลังความมั่นคงกำลังปราบปรามการชุมนุม

คนในเมียนมาต้องการให้ชาวโลกได้เห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศของพวกเขา จึงได้พากันส่งต่อคลิปวิดีโอหลายล้านคลิปผ่านทางโซเชียลมีเดีย ชาวบ้านหาหนทางแอบถ่ายคลิปจากบ้านที่อยู่ของตัวเอง

คนอีกหลายคนที่กล้ามากกว่านั้น เลือกถ่ายคลิปอย่างเปิดเผยระหว่างมีการประท้วงบนท้องถนน

เสียงของ "สามัญชน"

https://twitter.com/the_ayeminthant/status/1366270118909661184

มีการถ่ายทอดสดเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นผ่านทางเฟซบุ๊กหรือโพสต์ทางทวิตเตอร์อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วินาที

"ฉันไม่กลัวเหรอ กลัว ฉันกลัว แต่เราจะต้องสู้เพื่อให้ได้เสรีภาพของเรา" หญิงสาวคนหนึ่งร้องตะโกนข้ามแนวกีดขวางไปยังเจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง

"ฉันจะไม่ยอมให้อภัยพวกคุณแน่สำหรับคนที่ตายไป และฉันจะไม่ยอมให้อภัยพวกคุณจนกว่าฉันจะตายไปด้วย" เธอส่งเสียงขณะที่พยามกลั้นน้ำตาในสภาพที่อ่อนแรงเต็มที

วิดีโอที่แสดงภาพการเผชิญหน้าของผู้หญิงวัย 23 ปีกับทหารนายหนึ่ง ได้รับการบันทึกไว้ และเอย์ มิน ทันต์ นักข่าวในพื้นที่ได้ส่งต่อคลิปวิดีโอนี้ทางโซเชียลมีเดีย จนถึงตอนนี้ คลิปสั้น ๆ นี้ มีคนชมแล้วหลายหมื่นครั้ง และเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของโซเชียลมีเดียในการเป็นสื่อกระจายเสียงของเหล่าสามัญชนชาวเมียนมา

ความเสี่ยงสูง

Getty Images
ผู้ประท้วงซึ่งเรียกร้องให้ปล่อยตัวนางออง ซาน ซู จี ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง เสี่ยงชีวิตในการเข้าร่วมการชุมนุม แต่พวกเขาบอกว่า "จำเป็นต้องเสี่ยง"

การเป็นนักข่าวพลเมืองในเมียนมามีความเสี่ยงสูง ใครที่ถูกจับได้ว่ากำลังถ่ายคลิปทหาร อาจเผชิญกับการถูกจับกุมปราบปรามอย่างโหดร้าย หรืออาจจะต้องเสียชีวิต

แต่ผู้ประท้วงบอกว่า พวกเขาจำเป็นต้องต้องเสี่ยง

คลิปวิดีโอที่มีการเผยแพร่ออกไป เผยให้เห็นว่ามีการใช้กระสุนจริง ใช้แก๊สน้ำตา และการทุบตีผู้ชุมนุมอย่างทารุณ ทั้งหมดเป็นฝีมือของทหาร และนี่คือหลักฐานที่ชี้ว่ากำลังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและมีการปฏิบัติอย่างโหดร้ายทารุณเกิดขึ้น

คนรุ่นใหม่ในเมียนมาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าองค์การสหประชาชาติและผู้นำชาติต่าง ๆ จะได้เห็นสิ่งที่พวกเขาสื่อ และเข้ามาแทรกแซงสถานการณ์ในเมียนมาที่กำลังตกอยู่ภายใต้การปกครองของกองทัพ แต่ในความหวังนั้นก็มีความกลัวแฝงอยู่ กลัวว่าการเสี่ยงชีวิตใช้โทรศัพท์มือถือเก็บภาพและคลิปวิดีโอเพื่อเผยแพร่ออกไปนั้นจะถูกเพิกเฉย

ความขัดแย้งในเมียนมาครั้งนี้ต่างไปจากครั้งก่อน ๆ โดยโซเชียลมีเดียคือเครื่องมือสำคัญในการบันทึกเหตุการณ์การลุกฮือประท้วง

"คุณยุ่งกับคนผิดยุคแล้ว"

Getty Images
ผู้ประท้วงมักจะสวมอุปกรณ์ป้องกันและใช้โล่ที่ทำขึ้นเอง ขณะเตรียมเผชิญหน้ากับกองกำลังความมั่นคง

คนยุคสหัสวรรษและคนเจเนเรชั่นแซด ของเมียนมาเป็นผู้ชำนาญในการใช้เทคโนโลยี และพวกเขาก็กำลังใช้การเชื่อมต่อทางออนไลน์ในการขับเคลื่อนและสร้างความตระหนักรู้

"คุณยุ่งกับคนผิดยุคแล้ว" เป็นข้อความยอดนิยมในหมู่คนที่ใช้อุปกรณ์ดิจิทัลเป็นช่องทางการในการเคลื่อนไหว และข้อความนี้คือข้อความที่ผู้ชุมนุมร้องตะโกนออกมาพร้อมการชูสัญลักษณ์สามนิ้วขณะร่วมประท้วงบนท้องถนน

https://www.instagram.com/p/CK0pY9Pl0uV/

แต่ในเวลาเดียวกันคนรุ่นใหม่ ก็เริ่มกังวลเรื่องการแพร่กระจายข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงและการปิดอินเทอร์เน็ต

https://twitter.com/netblocks/status/1367549888687443968?s=20

ขณะนี้กำลังมีการส่งต่อวิดีโอและภาพถ่ายจำนวนมากออกไปในวงกว้าง โดยปราศจากการตรวจสอบว่าเป็นเนื้อหาและข้อมูลที่ถูกต้องจริงหรือไม่

ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่งคือการปิดอินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เวลา 01.00-09.00 น. ตามคำสั่งของกองทัพ ซึ่งนั่นทำให้คนทั่วเมียนมาเสียขวัญ

ประชาชนในเมียนมากล่าวหากองทัพว่าใช้ช่วงเวลานี้ก่ออาชญากรรมและจับกุมคนไปเป็นจำนวนมาก

การปิดอินเทอร์เน็ต ทำให้คนในเมียนมาไม่อาจส่งเสียงให้คนภายนอกรับรู้ได้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในช่วงค่ำคืน

แต่เมื่ออินเทอร์เน็ตกลับมาใช้งานได้อีกครั้งในตอนเช้า บรรดานักข่าวพลเมืองและนักเคลื่อนไหวทางดิจัทัลก็จะกลับมาหน้าที่ของตัวเองอีกครั้งอย่างแน่วแน่และไม่ย่อท้อ เพื่อให้มั่นใจว่ามีคนได้ยินเสียงเรียกร้องของพวกเขาที่พยายามส่งออกมาจากเมียนมา

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง