Indicators 7 ชี้ ถึงเวลาขายหุ้นสหรัฐฯ หนีภาวะฟองสบู่

“ราคาที่คุณซื้อ เป็นตัวกำหนดผลตอบแทนจากการลงทุน” หากคุณซื้อหุ้นในราคาที่สูงเกินไป ผลตอบแทนที่ได้รับมีแนวโน้มที่จะต่ำ ในทางกลับกัน หากซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำ ก็เปิดโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนสูง และหนึ่งในคำถามที่นักลงทุนทั่วโลกเฝ้าจับตามากที่สุดในเวลานี้ คือหุ้นสหรัฐฯราคาแพงเกินไปแล้วหรือยัง? เพื่อหาคำตอบในประเด็นนี้ เรามาพิจารณา 7 Indicators ที่ใช้วัดความถูก-แพงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ว่าตอนนี้กำลังส่งสัญญาณอะไรถึงนักลงทุน
มาตรวัดที่นักลงทุนนิยมใช้มากที่สุดในการประเมินมูลค่าหุ้น คือค่า Forward PE ratio ซึ่งเป็นการนำราคาหุ้นมาหารกับกำไรคาดการณ์ในช่วง 1 ปีข้างหน้า ปัจจุบัน Forward PE ของดัชนี S&P500 ซื้อขายอยู่ในระดับที่สูงราว 23 เท่า นับเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 15 ปี ใกล้เคียงกับช่วงฟองสบู่ Dotcom ปี 2000 และช่วงหลังวิกฤต COVID-19 ปี 2021 ซึ่งเกิดการปรับฐานอย่างรุนแรงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ
งานวิจัยจาก JP Morgan สถาบันการเงินชั้นนำระดับโลก ที่ทำการเก็บข้อมูลตั้งแต่ปี 1987 ถึงปัจจุบัน ชี้ว่าหากนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นสหรัฐฯ ที่ PE ระดับ 23 เท่า ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ได้รับจะอยู่ในระดับ “ใกล้เคียง 0%” ในช่วง 1 ปีข้างหน้า สถิตินี้ชี้ชัดว่าการซื้อหุ้นสหรัฐฯที่ราคาปัจจุบัน มี Upside จำกัดและอาจไม่คุ้มความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องแบกรับ
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะกำไรเพียงหนึ่งปีข้างหน้า อาจจะทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการประเมินมูลค่าได้ อีกหนึ่งมาตรวัดที่สามารถนำมาใช้ คือ CAPE (Cyclically Adjusted PE ratio) ซึ่งเป็นการนำราคาหุ้นมาหารกับกำไรเฉลี่ย 10 ปีย้อนหลัง (ปรับด้วยเงินเฟ้อ) เพื่อขจัดผลจากวัฏจักรเศรษฐกิจและกำไรชั่วคราว พบว่าปัจจุบัน ค่า CAPE ของหุ้นสหรัฐฯอยู่ในระดับที่แพงสุดในรอบ 154 ปีนับตั้งแต่ปี 1871 โดยมีค่า CAPE อยู่ที่ 39 เท่า มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในประวัติศาสตร์ที่ค่า CAPE อยู่ในระดับที่สูงกว่านี้ นั่นก็คือ ช่วงฟองสบู่ Dotcom ปี 2000 ที่ค่า CAPE ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 44 เท่า และข้อสรุปที่ได้จากค่า CAPE ก็คือ ปัจจุบันหุ้นสหรัฐฯ อยู่ห่างจากจุดที่เคยฟองสบู่แตกเพียงแค่ 13% เท่านั้น
ในแง่ของ PBV (Price to Book Value) ซึ่งเป็นการนำราคาหุ้นมาหารกับมูลค่าทางบัญชี ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันค่า PBV ของบริษัทในดัชนี S&P500 ก็ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 5.3 เท่า สูงสุดในรอบ 79 ปี และสูงกว่าจุดพีคของช่วงฟองสบู่ Dotcom ปี 2000 ที่ค่า PBV ขึ้นไปแตะที่ระดับ 5.1 เท่า ก่อนที่ฟองสบู่จะแตก
หากวัดผลตอบแทนในรูปของกระแสเงินสดที่นักลงทุนได้รับ อย่าง Dividend Yield โดยนำเงินปันผลต่อหุ้นเทียบกับราคาหุ้นที่เข้าซื้อ ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบัน ดัชนี S&P500 มี Dividend yield อยู่ในระดับเพียงแค่ 1.2% เท่านั้น ซึ่งเป็นระดับผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ต่ำที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ปี 1871
นอกจากนี้ Earnings Yield Gap ซึ่งเปรียบเทียบความคุ้มค่าในการลงทุน ระหว่างหุ้นกับพันธบัตร โดยนำส่วนกลับของค่า PE (1 หาร 23 = 4.35%) ลบกับ ผลตอบแทนสินทรัพย์ปลอดภัย (Risk-free) อย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯอายุ 10 ปี ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 4.25% จะเห็นได้ว่า ส่วนต่างนี้เหลือเพียงแค่ 0.1% เท่านั้น ต่ำกว่าในภาวะปกติที่ค่า EYG โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ระดับ 3% เนื่องจากหุ้นควรให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าพันธบัตรอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อชดเชยความเสี่ยงในการลงทุนที่มากกว่า ค่า EYG จึงแสดงให้เห็นว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯตอนนี้กำลังมี Reward to risk ที่ต่ำผิดปกติ
ด้าน Buffett Indicator อัตราส่วนอย่างง่ายที่นักลงทุน VI เบอร์หนึ่งของโลกอย่าง Warren Buffett ใช้วัดมูลค่าหุ้นในตลาดโดยรวม ด้วยการนำมูลค่าตลาดรวมของหุ้นสหรัฐฯ มาหารกับ ขนาด GDP ของสหรัฐฯ หากคำนวณแล้ว ดัชนีอยู่ต่ำกว่า 70% ถือว่าหุ้นมีราคาถูก หากอยู่ที่ 100% ถือว่าหุ้นมีราคาเหมาะสมและหากค่าดังกล่าวสูงถึง 200% ถือว่าหุ้นมีราคาแพง ปัจจุบันพบว่า Buffett Indicator อยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 213% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าดัชนี S&P500 อยู่ในโซนที่ Overvalued เต็มตัว
อีกปัจจัยที่นำมาประเมินความร้อนแรงของตลาด ก็คือ ยอดการใช้ Leverage ในบัญชี Margin ของนักลงทุนรายย่อยในสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯแล้ว พร้อมกับพฤติกรรมการเก็งกำไรในหุ้นเทคโนโลยีขนาดเล็กที่ยังไม่มีกำไรและหุ้น meme stocks ต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น สะท้อนว่าตลาดกำลังขับเคลื่อนด้วยแรงเก็งกำไรของนักลงทุนรายย่อยที่กำลังเชื่อมั่นเต็มพิกัด ซึ่งหากมองย้อนไปในอดีต สภาวะเช่นนี้มักเกิดขึ้นก่อนที่ตลาดจะปรับฐานแรง
เมื่อมองในภาพรวม Indicators ทั้ง 7 ตัวต่างบ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า Valuation ของตลาดหุ้นสหรัฐฯอยู่ในระดับที่สูงสุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์และอาจกำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่ แม้ไม่มี Indicator ใดที่บอกได้ว่าตลาดจะ “ลงเมื่อไร” แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ ตลาดกำลังยืนอยู่ในจุดที่ “ไม่ปลอดภัย” ดังนั้น นักลงทุนควรใช้โอกาสนี้ในการบริหารความเสี่ยงพอร์ตด้วยการขายทำกำไรหุ้นสหรัฐฯและเตรียมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
