ททท.ลุยแผน‘ฟีนิกซ์’ฟื้นจากเถ้า‘โควิด’ 2ปีวิถีใหม่‘เที่ยวไทยการ์ดไม่ตก-พกเจล’

ททท.ลุยแผน‘ฟีนิกซ์’ฟื้นจากเถ้า‘โควิด’ 2ปีวิถีใหม่‘เที่ยวไทยการ์ดไม่ตก-พกเจล’
ข่าวสด
2 มกราคม 2564 ( 12:00 )
64
ททท.ลุยแผน‘ฟีนิกซ์’ฟื้นจากเถ้า‘โควิด’ 2ปีวิถีใหม่‘เที่ยวไทยการ์ดไม่ตก-พกเจล’

ททท.ลุยแผน‘ฟีนิกซ์’ฟื้นจากเถ้า‘โควิด’ - ปี2562 ถือเป็นปีทองของการท่องเที่ยวไทย ทุบสถิติ นักท่องเที่ยวต่างประเทศมากที่สุด 39.8 ล้านคน สร้าง รายได้ 1.9 ล้านล้านบาท

 

คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ 166 ล้านคน/ครั้ง สร้างรายได้ 1.1 ล้านล้านบาท เป็นครั้งแรกที่รายได้คนไทยเที่ยวไทยเกิน 1 ล้านล้านบาท

 

ทำให้ในปี 2562 มีรายได้รวมจากการท่องเที่ยวรวมทั้งรายได้จากต่างประเทศ และรายได้ในประเทศสูงถึง 3 ล้านล้านบาท

 

รัฐบาลจึงหมายมั่นปั้นมือว่ากลจักรสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยยังเหลือการท่องเที่ยว จนยกให้เป็นพระเอกที่จะ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในภาวะที่การส่งออกไม่มีความคืบหน้า การลงทุนในประเทศก็ชะงักงัน จากปัญหาเศรษฐกิจที่ซึมมาตลอดหลายปีก่อนหน้า แถมเงินบาทยังแข็งต่อเนื่อง

 

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงประกาศเดินหน้าดึงนักท่องเที่ยวเข้าไทยภายใต้เป้าหมายปี 2563 ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มเป็น 41.8 ล้านคน สร้างรายได้ 2.22 ล้านล้านบาท ติดอันดับ 1 ใน 6 ของประเทศที่สร้างรายได้ท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก

 

แต่ฝันพลันทลายลงเมื่อมีประกาศอย่างเป็นทางการว่าเกิดโรคระบาดใหม่ โดยวันที่ 24 ม.ค.2563 รัฐบาลจีนให้บริษัท นำเที่ยวจีนหยุดให้บริการ จากการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองอู่ฮั่น

 

ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เป็นนักท่องเที่ยวหลักของไทย มีสัดส่วนมากกว่า 30% ของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกลดลงทันที แต่นักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นๆ ยังเดินทางเข้าไทยได้ปกติ

 

ส่งผลให้เดือนม.ค.2563 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยจำนวน 3.81 ล้านคน ขยายตัว 2.46% สร้างรายได้ 0.19 ล้านล้านบาท ลดลง 3.60% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

 

การระบาดของโควิด-19 ยังคงลามจนหลายประเทศประกาศปิดพรมแดน ไม่สัญจรระหว่างกัน กลุ่มนักธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม บริษัททัวร์ ร้านอาหาร ยังเชื่อว่าโควิด-19 ไม่น่ากลัว น่าจะเหมือนหวัดใหญ่ทั่วไป อนาคตจะเป็นโรคประจำถิ่น รณรงค์ให้ออกเดินทางช็อปปิ้ง ท่องเที่ยวเหมือนเดิม

 

ทว่าการระบาดยังรุนแรงต่อเนื่องไปทั่วโลก รวมทั้งในไทย

 

ล่วงเข้าวันที่ 25 มี.ค. 2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร เพื่อควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.-30 เม.ย.

 

สายการบินในประเทศและต่างประเทศงดไปมาหาสู่กันเป็นมาตรการ ‘เจ็บแต่จบ’ หวังว่าปิดเมือง ปิดประเทศ ทุกอย่างจะดีขึ้น

 

ถือว่ามาตรการหยุดเชื้อเพื่อชาติ หยุดกิจกรรมของชาติ เพื่อหยุดเชื้อโควิด-19 ทุกภาคส่วนทั้งรัฐบาล สาธารณสุข และประชาชน ให้ความร่วมมืออย่างดี ทำให้ตัวเลขคนติดเชื้อลดลงเรื่อยๆ กระทั่งไม่พบการติดเชื้อภายในประเทศติดต่อกันเป็นเวลานาน

 

จะมีก็เพียงคนไทยที่กลับจากต่างประเทศที่ยังพบการติดเชื้อ แต่จะถูกกักตัวทันที 14 วัน หากปลอดเชื้อถึงให้กลับบ้านได้

 

ผลจากการควบคุมอย่างอยู่หมัดจนปลอดเชื้อ ทั่วโลกชื่นชมเมืองไทย

 

อุตสาหกรรมท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หวังว่าเดือนเม.ย.2563 จะเริ่มรับต่างชาติให้เข้าเที่ยวไทยได้

 

อย่างไรก็ตามความหวังเม.ย. เริ่มขยับไปเป็นพ.ค. เนื่องจากในระดับโลกนั้นโควิด-19 ยังระบาดไม่หยุด แม้หลายประเทศจะเริ่มล็อกดาวน์แล้วก็ตาม

 

 

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา วิ่งล็อบบี้รัฐบาลพร้อมเจรจากับหลายประเทศนำนักท่องเที่ยวเข้าไทย เริ่มจากจีนที่คุมการระบาดได้หลายมณฑลแล้ว เนื่องจากคนจีนเป็นนักท่องเที่ยวหลักของไทยกว่า 30% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด

 

ผ่านโครงการ ‘ทราเวลบับเบิล’(Travel Bubble) หรือการเปิดประเทศเพื่อการท่องเที่ยวอย่างจำกัด จับคู่กับประเทศที่ปลอดภัยเพื่อแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวระหว่างกันโดยไม่ต้องกักตัว

 

กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวจีนจาก 22 มณฑลที่ปลอดจากเชื้อโควิด-19 รวมกว่า 800 ล้านคน เริ่มประมาณ ส.ค. ถึงสิ้นปี 2563

 

แต่ต้องอกหักอีกครั้งเพราะนอกจากกระแสการต่อต้านของคนในประเทศ จีนเองก็ไม่ยอมให้คนในประเทศเดินทางเพราะหวั่นออกไปรับเชื้อกลับมาติดคนในจีน

 

ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ไม่ได้ถอดใจ ระหว่างที่ควบคุมการระบาดด้วยระบบสาธารณสุขของไทย พิจารณารับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ ‘Special Tourist VISA’(STV) ที่คาดหวังว่า ตลอดปี 2563 จะมีนักท่องเที่ยว 14,400 คน มีรายได้ 12,368,793,600 บาท

 

นายพิพัฒน์ ระบุว่า เป็นการเริ่มต้นแม้ไม่มากมาย แต่เตรียมพร้อมเพื่อรับนักท่องเที่ยวหลังโควิดจางหาย มีวัคซีน ทำให้ นักท่องเที่ยวกล้าเดินทาง อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจะกลับมาเดินหน้าได้แบบปกติวิถีใหม่ (New Normal)

 

โดยปี 2563 นักท่องเที่ยวไทยมีจำนวน 80 ล้านคน/ครั้ง ก็ลำบากแล้ว การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้คนทั่วโลก หยุดการเดินทาง ประเทศไทยปิดน่านฟ้าในวันที่ 3 เม.ย.2563 ทำให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้าไทยจนถึงตอนนี้หยุดอยู่ที่ 6.7 ล้านคน

 

แม้เดือนต.ค. ที่ผ่านมา เริ่มมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาก็เพียง 1,201 คนเท่านั้น เมื่อเทียบกับช่วงปกติมีเดือนละกว่า 3 ล้านคน

 

ส่งผลให้รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2563 คาดว่าอยู่ที่ 332,000 ล้านบาท หรือรายได้หายไปจากปี 2562 ถึง 1.6 ล้านล้านบาท

 

 

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า จากการประชุมกำหนดเป้าหมายการฟื้นฟูการท่องเที่ยวระยะเวลา 2 ปี (ปี 2564-65) เพื่อปลุกการท่องเที่ยวจากเถ้าถ่านให้เกิดใหม่เหมือนนกฟีนิกซ์ (Pheonix Plan)

 

โดยปี 2565 การท่องเที่ยวจะกลับมาฟื้นตัวเป็นรูปธรรมได้ 80-90% ของปี 2562 มีรายได้รวมประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท

 

คาดว่ากว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาเดินทางเข้าประเทศไทยอาจจะเป็นไตรมาส 3-4 ของปี 2564 ที่มีวัคซีนป้องกันโควิด-19 แล้ว

 

ตลอดทั้งปี 2564 น่าจะมี 8 ล้านคน ส่วนคนไทยเที่ยวในประเทศต้องไม่น้อยกว่า 120 ล้านคนครั้ง เพื่อมีรายได้รวม 1.5 ล้านล้านบาท

 

ททท.ไม่มีแผน หรือเป้าหมายนักท่องเที่ยวในปี 2564 แต่กำหนดภาพรวมการท่องเที่ยวไทยไว้ว่า ต่อจากนี้ไปการท่องเที่ยวของไทยต้อง SEXY มากขึ้น นั่นหมายถึงการท่องเที่ยวจะต้องมีความปลอดภัยและสาธารณสุขที่ดี (Safety and Hygiene)

 

คำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability)

 

ส่งมอบประสบการณ์พิเศษ ทรงคุณค่าและแตกต่าง (Extra Experiences)

 

และเน้นสินค้าทางการท่องเที่ยวที่ก่อให้เกิดผลตอบแทน (Yield) สูง ไม่อยากเห็นคำว่าลดราคา แต่อยากให้มูลค่าที่ สูงขึ้น ขายได้ราคา สร้างความยั่งยืน จะเปลี่ยนโฉมการ ท่องเที่ยวไทยอย่างแน่นอน

 

ดังนั้นในช่วงที่รอการกลับมาของชาวต่างชาติ ททท.จึงให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวของคนไทยในประเทศมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศ และปรับตัวสู่ระบบดิจิทัล สร้างการท่องเที่ยวให้เชื่อมโยงกันทางดิจิทัล

 

ยกระดับทักษะด้านดิจิทัล ลดช่องว่างทางดิจิทัล รวมทั้งต้องสร้างความสมดุลใหม่เพื่อลดความเสี่ยงของการหยุดชะงักของนักท่องเที่ยวเช่นที่ผ่านมา

 

ตลอดจนการพัฒนาความเข้มแข็งอย่างสมดุล ซ่อมสร้างวางรากฐาน มีภูมิคุ้มกันเพื่อปรับตัวเข้าสู่วิถีใหม่

 

เร่งรัดการเยียวยาให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวได้รับความ ช่วยเหลือจากมาตรการต่างๆ ของรัฐอย่างรวดเร็ว ได้ประโยชน์ทั่วถึงเพื่อไปสู่การตลาดที่ดีกว่า สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการให้กลับมามีกำไรอย่างยั่งยืน

 

แผนฟื้นฟูท่องเที่ยวจากพิษโควิด-19 ระยะเวลา 2 ปี (ปี 2564-2565) ดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้ฟื้นคืนกลับมาเข้มแข็งกว่าเดิมบนพื้นฐานของความปลอดภัยและมีความยั่งยืน

 

2 ปีจากนี้จะเป็นปีแห่งการปรับฐาน ไม่เน้นจำนวนนักท่องเที่ยว ปรับไปมุ่งเน้นกระตุ้นการใช้จ่าย ทั้งตลาดต่างประเทศและในประเทศ

 

จากนี้นักท่องเที่ยวจะเดินทางไม่มาก แต่จะสร้างรายได้มากขึ้นด้วยการใช้จ่ายที่สูงขึ้น 30%

 

ในปี 2565 ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมีการใช้จ่าย 62,000 บาท/คน/ทริป จากปัจจุบัน 47,000 บาท/คน/ทริป

 

โดยททท.ออกแคมเปญท่องเที่ยว “ใส่หน้ากาก การ์ดไม่ตก พกเจลล้างมือ ถือระยะห่างทางสังคม”

 

ถือเป็นการท่องเที่ยววิถีใหม่แบบ New Normal ที่จะโหมหนักในช่วง 2 ปีจากนี้ ระหว่างที่รอให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง