ยอดขายรถ EV ในยุโรปพุ่ง 51% หลังสงครามดันราคาน้ำมันสูง คนแห่เปลี่ยนใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพียบ

ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในยุโรปพุ่งสูงขึ้นถึง 51% ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากผลกระทบของสงครามในอิหร่าน ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาสนใจรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น เนื่องจากมีต้นทุนการใช้งานที่ต่ำกว่า
ข้อมูลจากการวิเคราะห์ยอดขายรถยนต์ใน 15 ประเทศยุโรป โดย New AutoMotive และ E-Mobility Europe ซึ่งเป็นองค์กรด้านยานยนต์พลังงานสะอาด ระบุว่า เดือนมีนาคมมีการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่จำนวน 224,000 คัน และตลอดไตรมาสแรกของปีนี้รวมกว่า 500,000 คัน เพิ่มขึ้น 33.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นักวิเคราะห์ระบุว่า ความสนใจในรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนนับตั้งแต่สงครามในอิหร่านเริ่มขึ้นช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ทำให้ผู้บริโภคมองเห็นความคุ้มค่าของการชาร์จไฟแทนการเติมน้ำมัน
อย่าง “นอร์เวย์” ยังคงเป็นประเทศที่เปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าได้มากที่สุด โดยในเดือนมีนาคม รถใหม่ที่ขายได้ถึง 98% เป็นรถยนต์ไฟฟ้า รองลงมาคือเดนมาร์ก 76% และฟินแลนด์เกือบ 50%
กลุ่มประเทศนอร์ดิกถือเป็นภูมิภาคที่เดินหน้าสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้รวดเร็วที่สุด โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากรายได้ประชาชนที่สูง มาตรการอุดหนุนจากภาครัฐ และโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จที่ครอบคลุม
ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจหลักอย่างเยอรมนี ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี และโปแลนด์ มียอดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 40% ในช่วงไตรมาสแรกของปี
ส่วน “อิตาลี” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศที่เปลี่ยนผ่านสู่ EV ช้าที่สุดในสหภาพยุโรป มียอดขายเพิ่มขึ้น 65% เมื่อเทียบรายปีในเดือนมีนาคม แม้สัดส่วนตลาดรวมยังอยู่เพียง 8.6% ขณะที่ฝรั่งเศสอยู่ที่ 28%
“ฝรั่งเศส” ถือเป็นอีกประเทศที่มีการเติบโตโดดเด่น โดยยอดขาย EV เพิ่มขึ้น 50% จากปีก่อน เนื่องจากรัฐบาลออกมาตรการจูงใจอย่างเข้มข้น เช่น การสนับสนุนเงินสูงสุด 5,700 ยูโร หรือประมาณ 228,000 บาท สำหรับครัวเรือนรายได้น้อย เพื่อช่วยซื้อรถยนต์ไฟฟ้า
นอกจากนี้ ผู้มีรายได้ปานกลางสามารถรับเงินสนับสนุนสูงสุด 4,700 ยูโร หรือประมาณ 188,000 บาท และกลุ่มอื่น ๆ ได้รับสูงสุด 3,500 ยูโร หรือประมาณ 140,000 บาท
นอกจากนี้ ฝรั่งเศสยังมีโครงการเช่ารถยนต์ไฟฟ้าราคาพิเศษสำหรับครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 16,300 ยูโรต่อปี หรือราว 652,000 บาทต่อคน และต้องเดินทางไปทำงานอย่างน้อย 15 กิโลเมตรต่อวัน เพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนมาใช้ EV ในพื้นที่ชนบท
ด้าน “คริส เฮรอน” เลขาธิการ E-Mobility Europe ระบุว่า การพุ่งขึ้นของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในเดือนมีนาคมถือเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าด้านความมั่นคงทางพลังงานครั้งสำคัญของยุโรป เพราะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันได้อย่างมีนัยสำคัญ เขาระบุว่า การเปลี่ยนมาใช้ EV ในปีนี้ช่วยลดความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้เทียบเท่ากับน้ำมันประมาณ 2 ล้านบาร์เรลต่อปี
ขณะเดียวกัน เยอรมนีซึ่งอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเผชิญการแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้าจีน มียอดขาย EV เพิ่มขึ้น 42% ในเดือนมีนาคม และสมาคมการค้ายานยนต์เยอรมนีระบุว่า ขณะนี้รถยนต์ไฟฟ้าทุก 2 คันที่ขายในยุโรป มี 1 คันที่ผลิตในเยอรมนี สะท้อนว่าการลงทุนและการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเริ่มเห็นผลอย่างชัดเจน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
