รีเซต

คนไทยทำ “พินัยกรรมขอตายดี” ผ่านออนไลน์พุ่งกว่า 10 เท่า เกือบ 1 แสนราย

คนไทยทำ “พินัยกรรมขอตายดี” ผ่านออนไลน์พุ่งกว่า 10 เท่า เกือบ 1 แสนราย
TNN ช่อง16
28 สิงหาคม 2569 ( 12:49 )
19

คนไทยหันมาให้ความสำคัญกับการวางแผนดูแลตัวเองในช่วงท้ายของชีวิตมากขึ้น หลังมีข้อมูลว่าจำนวนผู้จัดทำ “พินัยกรรมขอตายดี” หรือ Living Will ผ่านระบบออนไลน์ เพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า จนเกือบ 1 แสนราย สะท้อนความสนใจของประชาชนในการกำหนดแนวทางการรักษาพยาบาลของตัวเองล่วงหน้า หากวันหนึ่งไม่สามารถสื่อสารหรือตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง

“พินัยกรรมขอตายดี” คืออะไร?

คำว่า “พินัยกรรมขอตายดี” เป็นคำที่ใช้เรียกโดยทั่วไปสำหรับ หนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือ Living Will ซึ่งเป็นสิทธิของบุคคลตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550

Living Will เปิดโอกาสให้บุคคลแสดงความต้องการล่วงหน้าว่า หากเข้าสู่วาระสุดท้ายของชีวิตและไม่สามารถสื่อสารกับบุคลากรทางการแพทย์ได้ ต้องการหรือไม่ต้องการรับการรักษาบางประเภท โดยเฉพาะการรักษาที่มีเป้าหมายเพียงเพื่อยืดการตายหรือยืดความทุกข์ทรมาน

อย่างไรก็ตาม Living Will ไม่ใช่การสั่งให้แพทย์ยุติชีวิต และไม่ใช่การปฏิเสธการรักษาทั้งหมด ผู้ป่วยยังคงได้รับการดูแลเพื่อบรรเทาอาการและความทุกข์ทรมาน เช่น การดูแลแบบประคับประคอง หรือ Palliative Care


ที่มาของ “พินัยกรรมขอตายดี”

แนวคิดเรื่องการวางแผนการรักษาในช่วงท้ายชีวิต หรือ Living Will เกิดขึ้นจากหลักการสำคัญที่ว่า ทุกคนควรมีสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกายและการรักษาของตนเอง

ประเทศไทยรับรองสิทธิดังกล่าวไว้ใน พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ซึ่งกำหนดให้บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์รับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย

ต่อมามีการพัฒนาระบบสนับสนุนให้ประชาชนสามารถจัดทำหนังสือแสดงเจตนาได้สะดวกขึ้น รวมถึงการจัดทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Living Will



ทำ Living Will ได้อย่างไร?

การทำ Living Will ควรทำในช่วงที่บุคคลยังมีสติสัมปชัญญะและสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง โดยสามารถดำเนินการตามขั้นตอนหลัก ๆ ได้แก่

1. ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการรักษาช่วงท้ายชีวิต

พิจารณาว่าหากเกิดภาวะเจ็บป่วยรุนแรงหรือเข้าสู่วาระสุดท้าย ต้องการให้แพทย์ดูแลในแนวทางใด

2. ระบุความต้องการของตนเอง

สามารถแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลที่ไม่ต้องการรับ หากการรักษานั้นมีเป้าหมายเพียงเพื่อยืดการตายหรือความทุกข์ทรมาน

3. จัดทำหนังสือแสดงเจตนา

สามารถใช้แบบฟอร์มหนังสือแสดงเจตนาที่หน่วยงานด้านสุขภาพจัดเตรียมไว้ หรือจัดทำผ่านระบบ e-Living Will ตามช่องทางที่หน่วยงานกำหนด

4. บอกกล่าวคนในครอบครัว

ควรพูดคุยกับคนใกล้ชิดให้รับทราบความต้องการ เพื่อช่วยสื่อสารกับทีมแพทย์ในกรณีที่เจ้าของเจตนาไม่สามารถสื่อสารได้ด้วยตัวเอง

5. ทบทวนข้อมูลเป็นระยะ

เมื่อสถานการณ์หรือความต้องการเปลี่ยนแปลง สามารถทบทวนและปรับปรุงหนังสือแสดงเจตนาให้เป็นปัจจุบันได้


“ตายดี” ไม่ได้หมายถึงการเร่งความตาย

หัวใจสำคัญของ Living Will คือ การให้เจ้าของชีวิตมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางการรักษาของตัวเอง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ไม่สามารถสื่อสารหรือตัดสินใจได้

การทำ Living Will จึงไม่ใช่เรื่องของการเลือก “จะมีชีวิตหรือเสียชีวิต” แต่เป็นการวางแผนว่า เมื่อถึงวาระสุดท้าย ต้องการให้ทีมแพทย์ดูแลอย่างไร เพื่อให้การรักษาสอดคล้องกับความต้องการและคุณค่าของผู้ป่วย

ในขณะเดียวกัน ผู้ป่วยยังสามารถได้รับการดูแลแบบประคับประคอง เพื่อบรรเทาความเจ็บปวด อาการไม่สบาย และดูแลด้านจิตใจและคุณภาพชีวิตอย่างเหมาะสม

การวางแผนล่วงหน้าจึงอาจช่วยลดความไม่แน่นอนในช่วงท้ายชีวิต และทำให้ครอบครัวกับบุคลากรทางการแพทย์เข้าใจความต้องการของผู้ป่วยได้ชัดเจนมากขึ้น

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง