"โรงรับจำนำ" แหล่งทุนครัวเรือน ภาพสะท้อนเศรษฐกิจคนตัวเล็กที่ตึงตัว

เทศกาลสงกรานต์ผ่านพ้นไปแล้ว หลายคนได้เดินทางท่องเที่ยว ได้กลับภูมิลำเนา ได้อยู่กับครอบครัวคนที่รัก ได้พักผ่อนเติมพลังทั้งแรงกาย และแรงใจ เพื่อกลับมาสู้กันต่อในสนามของชีวิตจริง ช่วงเวลาแห่งความสุขผ่านไปไวเสมอ "เงินในกระเป๋า" ของหลาย ๆ คนก็เช่นกัน ยิ่งการจับจ่ายใช้สอยในช่วงสงกรานต์คึกคักมากแค่ไหน หลังสงกรานต์สภาพคล่องของหลายครอบครัวจะตึงตัวทันที ไหนจะเข้าใกล้ช่วงเปิดภาคเรียนอีก
ภาพของ "โรงรับจำนำ" ผุดขึ้นมาในหัวของหลายคน เพราะที่นี่คือที่พึ่ง และเป็นแหล่งเงินทุนที่เข้าถึงง่ายที่สุด มีต้นทุนน้อยที่สุด และที่สำคัญอยู่ใกล้ชิดกับชุมชนคนตัวเล็กมายาวนาน แต่ภาพนั้นอาจจะกำลังสะท้อนเศรษฐกิจฐานราก ที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง
ธุรกิจโรงรับจำนำช่วยต่อลมหายในทางเศรษฐกิจให้กับคนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรงรับจำนำของรัฐ และเอกชน โดยในภาพรวมธุรกิจโรงรับจำนำในปี 2568 ตามข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคลของธุรกิจโรงรับจำนำเอกชน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประมาณการณ์ว่ามีโรงรับจำนำทั้งหมด 871 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็นเอกชน 564 และรัฐบาล 307 แห่ง
ขณะที่ตามรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย ยังคงอยู่ในทิศทางขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในฐานะแหล่งเงินทุนทางเลือกที่เข้าถึงได้ง่ายสำหรับทั้งภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อย
โดย ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2568 มูลค่ายอดคงค้างสินเชื่ออยู่ที่ 1.16 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% จากต้นปี และเพิ่มขึ้นในอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 8.7% ในช่วงปี 2563–2567
สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการใช้สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องยังคงอยู่ในระดับสูง ปัจจัยสำคัญมาจากแรงกดดันด้านค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป อีกทั้งสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อจากความกังวลเรื่องคุณภาพหนี้ ส่งผลให้ประชาชนบางส่วนหันมาใช้บริการโรงรับจำนำมากขึ้น
เมื่อพิจารณาโครงสร้างแหล่งเงินกู้ของภาคครัวเรือน จะเห็นว่าโรงรับจำนำมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนสินเชื่อของโรงรับจำนำขยับขึ้นมาอยู่ที่ 0.71% ในไตรมาส 3 ปี 2568 จาก 0.66% ในปี 2566
และเมื่อวิเคราะห์ตัวเลขผลการดำเนินงานล่าสุดของ "สำนักงานธนานุเคราะห์" ภาายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะพบว่า ในปีงบประมาณ 2568 (ต.ค. 2567 - ก.ย. 2568) สำนักงานธนานุเคราะห์ ได้ให้บริการประชาชนในการนำทรัพย์มาจำนำรวม 1.41 ล้านราย ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 9% จากปีงบประมาณ 2567 คิดเป็นมูลค่าสินทรัพย์รวมเฉียด 3 หมื่นล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 20% จากปีงบประมาณ 2567 สามารถแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยตามพ.ร.บ.ให้กับประชาชนได้ 175 ล้านบาท
และถ้าวิเคราะห์ย้อนหลังกลับไป 5 ปีนับจากปี 2564 ตัวเลขนี้ปรับเพิ่มสูงขึ้นตลอดจาก 1.10 ล้านราย คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 28% ส่วนมูลค่าทรัพย์จำนำเพิ่มขึ้นจาก 17,636 ล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 66% หรือ 2 ใน 3 และยิ่งวิเคราะห์ลึกลงไปถึงกลุ่มที่มีความต้องการเสริมสภาพคล่องจะพบว่า กลุ่มแรงงานรับจ้างทั่วไปเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดมีสัดส่วนถึง 85% ตามมาด้วยกลุ่มพ่อบ้านแม่บ้าน กลุ่มอาชีพค้าขาย และข้าราชการตามลำดับ
แต่สิ่งหนึ่งที่น่ากังวล คือความต้องการเสริมสภาพคล่องในจำนวนเงินที่สูงขึ้น เพราะสัดส่วนของวงเงินรับจำนำที่ 20,000 บาทขึ้นไป เป็นสัดส่วนที่มากที่สุดถึง 35% เพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ต่างจาก 5 ปีที่แล้ว ที่คิดเป็นสัดส่วน 26%
สิ่งหนึ่งที่พอจะทำให้ใจชื้นขึ้นมาได้บ้างคือ ตัวเลขทรัพย์หลุดจำนำที่ลดลง 18% ยังสะท้อนได้ว่า เจ้าของทรัพย์จำนำยังสามารถหมุนเวียนสภาพคล่องเพื่อมาไถ่ถอนได้ทันเวลา หรือสามารถชำระดอกเบี้ยเพื่อต่ออายุออกไปได้ แต่ส่วนหนึ่งก็มาจากราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้เจ้าของทรัพย์ไม่ต้องการให้ทองคำนั้นหลุดจำนำ เพราะทองคำคิดเป็นสัดส่วนถึง 99% ของทรัพย์จำนำ สะท้อนได้จากทรัพย์จำนำคงเหลือที่อยู่ที่ 7,119 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 10%
ภาพสะท้อนของสำนักงานธนานุเคราะห์ที่กำลังจะมี 52 สาขาในปี 2569 กระจายตัวไปยังทุกภูมิภาค ทั่วประเทศ กำลังบอกว่าเศรษฐกิจของฐานราก ยังเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ และต้องการพึ่งพาเงินทุนเพื่อเสริมสภาพคล่องที่มากขึ้น และนานขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่โรงรับจำนำเอกชนก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามภาพรวมของอุตสาหกรรม โดย "โรงรับจำนำอีซี่มันนี่" ซึ่งดำเนินการโดยอีซี่มันนี่ กรุ๊ป ผู้นำธุรกิจสินเชื่อทรัพย์ค้ำประกัน (Asset-Backed Financing) ที่มีสาขาครอบคลุม 98 แห่งทั่วประเทศ
ซึ่งได้ลงนามลงนามความร่วมมือสนับสนุนวงเงินสินเชื่อรวม 3,000 ล้านบาทจากธนาคารพาณิชย์ เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการขยายกิจการและสาขา เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น
ทางด้านมุมมองของสายงานวิจัยธุรกิจ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์ว่า ธุรกิจโรงรับจำนำในปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตในทิศทางเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนหลักจากความต้องการสภาพคล่องระยะสั้นของภาคครัวเรือน และผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังซื้อและภาระหนี้ในระดับสูง
ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินยังคงใช้ความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อภายใต้กรอบ Responsible Lending ส่งผลให้โรงรับจำนำยังคงเป็นทางเลือกด้านเงินทุนที่ตอบโจทย์ในด้านความรวดเร็วและความยืดหยุ่น
อีกปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่เข้าสู่ช่วงขาลง ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการ ขณะที่ราคาทองคำซึ่งเป็นหลักประกันสำคัญของธุรกิจยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง แม้จะมีความผันผวนอยู่บ้าง แต่ยังช่วยหนุนมูลค่าทรัพย์จำนำโดยรวมและลดความเสี่ยงของการเกิดทรัพย์หลุดจำนำ
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจยังต้องเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทั้งจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดียวกัน โรงรับจำนำภาครัฐ ร้านทอง รวมถึงผลิตภัณฑ์สินเชื่อระยะสั้นแบบไม่มีหลักประกันจากธนาคารและ Non-bank ตลอดจนการเข้ามาของ Virtual bank ที่ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเชิงลึกในการวิเคราะห์ลูกค้าและออกแบบสินเชื่อเฉพาะบุคคล ทำให้การแข่งขันด้านผลิตภัณฑ์และเงื่อนไขมีความเข้มข้นมากขึ้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
