ป่ายุโรปกำลังล่มสลาย คาดเสียหาย 1.3 ล้านไร่ต่อปี

ท่ามกลางความพยายามของโลกในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและชะลอการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ป่าไม้ซึ่งถือเป็น “ปอดของโลก” กำลังเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นอย่างน่ากังวล โดยเฉพาะในยุโรปที่พื้นที่ป่ามีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศและการดูดซับคาร์บอน นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า แม้โลกจะสามารถจำกัดภาวะโลกร้อนตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ ป่าไม้ในยุโรปก็ยังมีแนวโน้มได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้นในอนาคตจากภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ผลการศึกษาล่าสุดชี้ว่า ภายในปี 2100 พื้นที่ป่าในยุโรปอาจได้รับความเสียหายเฉลี่ยมากถึงประมาณ 216,000 เฮกตาร์ต่อปี หรือราว 1,350,000 ไร่ต่อปี เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 180,000 เฮกตาร์ต่อปี หรือประมาณ 1,125,000 ไร่ต่อปี ความเสียหายเหล่านี้มีสาเหตุหลักจากภัยธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นไฟป่าที่เกิดบ่อยขึ้น พายุที่รุนแรงขึ้น รวมถึงการระบาดของแมลงศัตรูพืชที่ทำลายต้นไม้จำนวนมาก
นักวิจัยอธิบายว่า แม้โลกจะสามารถควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยไม่ให้เพิ่มเกิน 2 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลก แต่ความเสียหายของป่าไม้ก็ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่ดี และหากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงเพิ่มขึ้น สถานการณ์อาจเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม โดยพื้นที่ป่าที่ได้รับผลกระทบอาจเพิ่มสูงถึงเกือบ 370,000 เฮกตาร์ต่อปี หรือประมาณ 2,312,500 ไร่ต่อปี ภายในปลายศตวรรษนี้
พื้นที่ที่มีความเสี่ยงมากที่สุดคือยุโรปตอนใต้และยุโรปตะวันตก ซึ่งคาดว่าจะเผชิญผลกระทบจากความแห้งแล้งและอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ยุโรปตอนเหนือแม้จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า แต่ก็ยังไม่อาจหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากพายุและแมลงศัตรูพืชได้
ป่าไม้มีความสำคัญต่อยุโรปอย่างยิ่ง เนื่องจากประมาณ 40% ของพื้นที่ทวีปถูกปกคลุมด้วยป่า และป่าเหล่านี้เป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนสำคัญที่ช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ นอกจากนี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของความหลากหลายทางชีวภาพจำนวนมาก รวมทั้งช่วยรักษาสมดุลของระบบน้ำ ลดความเสี่ยงจากน้ำท่วม และสนับสนุนวิถีชีวิตของผู้คนจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม หากป่าไม้สูญเสียความสามารถในการดูดซับคาร์บอน หรือเกิดการปล่อยคาร์บอนกลับสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น ภาระในการลดก๊าซเรือนกระจกจะตกไปยังภาคเศรษฐกิจอื่น เช่น การขนส่งและภาคเกษตรกรรม ซึ่งจะต้องเร่งลดการปล่อยคาร์บอนมากขึ้นกว่าเดิม
แม้ว่าสหภาพยุโรปจะตั้งเป้าปลูกต้นไม้ถึง 3 พันล้านต้นภายในปี 2030 เพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการดูดซับคาร์บอน แต่ความคืบหน้าของโครงการยังถือว่าช้าเมื่อเทียบกับเป้าหมายที่วางไว้ ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าการฟื้นฟูป่าอาจไม่ทันต่อความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้น
ในท้ายที่สุด งานวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นว่า การต่อสู้กับวิกฤตภูมิอากาศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปกป้องและฟื้นฟูป่าไม้ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของธรรมชาติ หากป่าไม้เสื่อมโทรมลง ความพยายามของโลกในการรักษาสมดุลของสภาพภูมิอากาศก็จะยิ่งยากลำบากมากขึ้นในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
