ยุโรปเล็งกฎคุมผลิตรถอีวี ดัน Local Content ปกป้องโรงงาน-ชิ้นส่วนในภูมิภาค

ตลาดรถไฟฟ้าโลกกำลังเปลี่ยนทิศอีกครั้ง เมื่อแต่ละภูมิภาคเติบโตไม่เท่ากัน และการแข่งขันไม่ได้หยุดอยู่แค่การแย่งลูกค้า แต่กำลังลามไปถึง โรงงาน ชิ้นส่วน และการจ้างงาน โดยเฉพาะยุโรปที่กำลังพิจารณาใช้กติกาใหม่ เพื่อให้การเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าส่งประโยชน์กลับเข้าสู่ฐานการผลิตภายในภูมิภาคมากขึ้น
ตลาด EV ยุโรปโตเด่น สวนจีน-อเมริกาเหนือ
ตัวเลขยอดขายกำลังบอกว่า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลกไม่ได้เติบโตไปในทิศทางเดียวกัน โดยตลาดยุโรปกำลังขยายตัวโดดเด่นกว่าภูมิภาคอื่น
ข้อมูลจาก Benchmark Mineral Intelligence ซึ่งรอยเตอร์นำเสนอ ระบุว่า เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าและรถปลั๊กอินไฮบริดในยุโรปอยู่ที่ประมาณ 380,000 คัน เพิ่มขึ้น 36% ขณะที่ยอดขายทั่วโลกเพิ่มขึ้นเพียง 2% ส่วนจีนลดลง 11% และอเมริกาเหนือลดลง 33%
แรงหนุนสำคัญของยุโรปมาจากมาตรการอุดหนุนในตลาดหลัก สะท้อนว่าภาครัฐยังมีบทบาทโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภค
แต่เป้าหมายของยุโรปไม่ได้หยุดอยู่ที่การเพิ่มยอดขาย เพราะหากรถที่ขายเพิ่มขึ้นยังพึ่งพารถยนต์และชิ้นส่วนนำเข้า ประโยชน์จากการเติบโตของตลาดทั้งด้านโรงงาน การลงทุน และการจ้างงาน ก็อาจไหลออกไปนอกภูมิภาค
EU เล็งเพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนผลิตในยุโรปเป็น 75%
ล่าสุด สหภาพยุโรปกำลังพิจารณาแก้ไขร่างกฎหมายเร่งการพัฒนาอุตสาหกรรม หรือ Industrial Accelerator Act เพื่อดึงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนกลับเข้ามาในยุโรปมากขึ้น
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ข้อเสนอใหม่ต้องการเพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในยุโรป จากเดิม 70% เป็น 75% โดยไม่นับรวมแบตเตอรี่
เงื่อนไขดังกล่าวจะนำมาใช้กับรถยนต์ที่ต้องการรับ เงินอุดหนุนหรือเข้าสู่โครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ไม่ได้เป็นข้อบังคับสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าทุกคันที่วางจำหน่ายในตลาดยุโรป
นั่นหมายความว่า แม้รถยนต์จะประกอบในยุโรป ก็อาจยังไม่ได้รับสิทธิ หากใช้ชิ้นส่วนจากประเทศนอกภูมิภาคในสัดส่วนสูงเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
จากสงครามราคา สู่สงครามแย่งฐานผลิต EV
เป้าหมายสำคัญของมาตรการคือการรับมือการแข่งขันจากผู้ผลิตจีน ซึ่งกำลังขยายบทบาทในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลกอย่างรวดเร็ว แต่กติกาเดียวกันอาจส่งผลต่อค่ายรถญี่ปุ่นและประเทศคู่ค้าที่มีห่วงโซ่การผลิตกระจายอยู่ทั่วโลกด้วย
ผู้ผลิตรถยนต์จึงอาจต้องเพิ่มการจัดซื้อชิ้นส่วนจากโรงงานในยุโรป หาพันธมิตรท้องถิ่น หรือลงทุนตั้งโรงงานเพิ่ม เพื่อรักษาสิทธิในการเข้าถึงเงินสนับสนุนและโครงการจัดซื้อจากภาครัฐ
หากแนวทางดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ผู้ได้ประโยชน์โดยตรงคือ โรงงานและผู้ผลิตชิ้นส่วนในยุโรป ขณะที่ซัพพลายเออร์จากภายนอกภูมิภาคอาจเผชิญความเสี่ยงที่จะเสียคำสั่งซื้อ แม้จะมีต้นทุนต่ำกว่าหรือเป็นคู่ค้ากับค่ายรถมายาวนานก็ตาม
กฎ Local Content อาจดันต้นทุนรถอีวีสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังต้องรอข้อสรุป เพราะมีทั้งค่ายรถและประเทศสมาชิกบางส่วนกังวลว่า การกำหนดสัดส่วนชิ้นส่วนที่ผลิตในยุโรปสูงเกินไป อาจเพิ่มต้นทุน ลดความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน และสุดท้ายอาจทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าสูงขึ้น
โจทย์ของยุโรปจึงคล้ายกับหลายประเทศที่กำลังผลักดันอุตสาหกรรม EV คือ ต้องหาจุดสมดุลระหว่าง การปกป้องฐานการผลิตในประเทศกับการรักษาราคารถให้แข่งขันได้
หากกติกาเข้มเกินไป ต้นทุนของผู้ผลิตอาจสูงขึ้น แต่หากเปิดตลาดโดยไม่มีเงื่อนไข การเติบโตของยอดขาย EV ก็อาจไม่ได้สร้างโรงงาน การลงทุน และการจ้างงานภายในยุโรปมากเท่าที่คาดหวัง
การแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจึงกำลังเปลี่ยนจาก สงครามราคา ไปสู่สงครามแย่งชิงฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน และในระยะต่อไป คำว่า “Made in Europe” อาจมีความสำคัญต่อการแข่งขันไม่แพ้ราคาและเทคโนโลยีของตัวรถ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
