รีเซต

เอกชนเกาะติดสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านกดดันราคาน้ำมันพุ่ง

เอกชนเกาะติดสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านกดดันราคาน้ำมันพุ่ง
TNN ช่อง16
17 กรกฎาคม 2569 ( 14:15 )
8

ภาคเอกชนไทยจับตาสถานการณ์ ช่องแคบฮอร์มุซ อย่างใกล้ชิด หลังความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มกลับมาปะทุอีกครั้ง หวั่นกระทบต้นทุนขนส่ง ราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แม้ทั้งสองฝ่ายจะเคยลงนามข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 แต่สถานการณ์ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคมกลับมีสัญญาณตึงเครียดอีกครั้ง

หอการค้าฯ ประเมินว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าทางทะเลผ่านเส้นทางตะวันออกกลาง ทำให้ ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และราคาพลังงาน มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงกระทบความเพียงพอของวัตถุดิบในภาคการผลิตของไทย

ด้านผู้ประกอบการตัวแทนสายการเดินเรือระบุว่า หลังเผชิญเหตุความขัดแย้งในรอบที่ผ่านมา สายการเดินเรือได้ปรับแผนรับมือไว้แล้วปัจจุบันหลายสายเรือเลือกเปลี่ยนเส้นทางไปใช้ ท่าเรือ Khor Fakkan ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และ ท่าเรือ Salalah กับ Sohar ในประเทศโอมาน แทนการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยตรงส่วนเรือที่ยังใช้เส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มีจำนวนค่อนข้างน้อย เนื่องจากบริษัทเดินเรือยังประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

หอการค้าไทยจึงแนะนำผู้ประกอบการไม่ควรตื่นตระหนก แต่ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะสถานการณ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาพร้อมเสนอแนวทางบริหารความเสี่ยง 3 ด้านสำคัญ ได้แก่หนึ่ง ติดตามความเคลื่อนไหวของ ราคาพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และค่าระวางเรือ อย่างต่อเนื่อง  หนึ่งประเมินปริมาณ สต็อกวัตถุดิบและสินค้า ให้เพียงพอ พร้อมจัดทำแผนสำรอง หากเกิดการขาดแคลนในอนาคตและสาม ประสานงานกับสายการเดินเรือและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ เพื่อเลือกเส้นทางขนส่งที่เหมาะสมที่สุด ทั้งด้านต้นทุนและความปลอดภัย

หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยยังยืนยันว่า พร้อมทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรับฟังปัญหาจากภาคธุรกิจ และประสานความร่วมมือกับภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางลดผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเป้าหมายสำคัญ คือ การรักษาความเชื่อมั่นด้านการค้า การขนส่ง และความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยสามารถเดินหน้าต่อได้ แม้สถานการณ์โลกจะยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน


ด้านนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. มองว่าการกลับมาปะทุของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ทำให้ตลาดพลังงานโลกเผชิญกับความผันผวนอีกระลอกโดยราคาน้ำมันดิบ เบรนท์ ปรับตัวขึ้นกว่า 19% สะท้อนว่าราคาพลังงานยังอ่อนไหวต่อปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ และยังเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกและภาคอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท.ยังเชื่อมั่นว่า รัฐบาลไทยมีทั้งเครื่องมือ กลไก และประสบการณ์ในการบริหารจัดการความผันผวนของราคาพลังงาน โดยที่ผ่านมา ภาครัฐสามารถออกมาตรการช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการดูแลค่าครองชีพ การรักษาเสถียรภาพของราคาสินค้า การควบคุมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ รวมถึงการลดผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่ส่งผ่านมายังภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่ยังต้องเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งมาตรการของรัฐจะช่วยให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อ รักษาการจ้างงาน และลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

นอกจากนี้ การช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ยังมีบทบาทสำคัญในการประคองกำลังซื้อภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน  ภาคอุตสาหกรรมจึงมองว่า แม้สถานการณ์พลังงานโลกจะยังมีความเสี่ยงสูง แต่หากภาครัฐสามารถบริหารต้นทุนพลังงานและดูแลค่าครองชีพได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจ รักษาความเชื่อมั่น และช่วยให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อได้


อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยถือว่าเริ่มมองเห็น "แสงสว่าง" หลังผ่านจุดต่ำสุดของปีไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงเวลาวางใจ  โดยนายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มองว่า เศรษฐกิจไทยใน ไตรมาส 3 ปี 2569 จะเริ่มฟื้นตัว หลังผ่านช่วงอ่อนแรงที่สุดในไตรมาส 2 โดยมีทั้งปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลง การพักรบชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน การส่งออกที่ยังเติบโต และมาตรการภาครัฐที่ช่วยประคองกำลังซื้อ

สำนักวิจัย CIMB Thai สรุป 5 ประเด็นสำคัญ ที่ต้องจับตาในไตรมาส 3ประเด็นแรก ราคาน้ำมันเริ่มเอื้อเศรษฐกิจหลังจากไตรมาส 2 ราคาน้ำมันเคยพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ล่าสุดปรับลดลงมาต่ำกว่า 70 ดอลลาร์ และคาดว่าไตรมาส 3 จะเฉลี่ยราว 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ช่วยลดต้นทุนและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย แม้สถานการณ์อิหร่านยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ประเด็นที่สอง ดอกเบี้ยมีแนวโน้มทรงตัว โดยมองว่าธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% ตลอดปี ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% เพราะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นมาจากต้นทุนด้านพลังงาน ไม่ใช่การใช้จ่ายที่ร้อนแรงของประชาชน

ประเด็นที่สาม สงครามการค้าจะเป็นความเสี่ยงใหม่แม้ความตึงเครียดด้านพลังงานจะเริ่มคลี่คลาย แต่ความเสี่ยงกำลังย้ายไปอยู่ที่สงครามการค้า โดยเฉพาะหากสหรัฐฯ กลับมาใช้มาตรการทางการค้ากับประเทศคู่ค้าอีกครั้ง ก็อาจกระทบการส่งออกของไทยในระยะต่อไป

ประเด็นที่สี่ ค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่า โดยคาดว่า GDP ไทยปีนี้ยังมีโอกาสเติบโตได้ 2% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุนภาคเอกชน มากกว่าการบริโภค พร้อมประเมินว่าเงินบาทอาจแข็งค่าที่ประมาณ 33.10 บาทต่อดอลลาร์จากเงินทุนต่างชาติที่ไหลกลับเข้ามา

และประเด็นสุดท้าย รัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นและให้ความสำคัญกับการลงทุนระยะยาว การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน และการสร้างงาน มากกว่ามาตรการแจกเงินระยะสั้น เพราะเมื่อมาตรการสิ้นสุด การบริโภคมักกลับมาชะลอตัวอีกครั้ง

แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะเริ่มดีขึ้น แต่การบริโภคภาคเอกชนยังฟื้นตัวช้า รายได้ประชาชนเพิ่มไม่มาก ขณะที่ค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง ทำให้การใช้จ่ายสินค้าขนาดใหญ่ เช่น รถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยังมีความเสี่ยงชะลอตัว  ส่วนการลงทุนจากต่างประเทศ แม้จะเริ่มเห็นเม็ดเงินไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และ Data Center แต่ยังไม่กระจายไปสู่อุตสาหกรรมอื่นมากพอ จึงยังไม่เกิดแรงส่งต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง

สำหรับไตรมาส 2 สำนักวิจัยคาดว่า GDP ไทยจะขยายตัว 1.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่หดตัว 0.5% จากไตรมาสแรก จากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง และต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ Technical Recession หรือเศรษฐกิจติดลบต่อเนื่อง 2 ไตรมาสติดต่อกัน ส่วนไตรมาส 3 มองแง่บวกว่าจะเริ่มฟื้นตัวได้ 

แต่ในระยะยาว นายอมรเทพเตือนว่า หากไทยไม่เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ประเทศอาจเติบโตได้เพียง 2-2.5% ต่อปี ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า และมีโอกาสน้อยมากที่จะกลับไปเติบโตเกิน 3% ได้อย่างยั่งยืน


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง