เลือกตั้ง 2569 เทียบนโยบายปราบทุนเทา พรรคการเมืองงัดมาตรการสู้ธุรกิจสีเทา

การเลือกตั้งปี 2569 คำว่า “ทุนเทา” ถูกยกขึ้นมาเป็นวาระสำคัญในระดับนโยบายมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา หลังสังคมเผชิญปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ พนันออนไลน์ เครือข่ายสแกมเมอร์ การฟอกเงินผ่านบัญชีม้า และการใช้นอมินีบังหน้าธุรกิจสีเทา กระทบทั้งความปลอดภัยประชาชนและความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ โดยพรรคการเมืองใหญ่ทยอยเสนอมาตรการ “ปราบทุนเทา” ในรูปแบบต่างกัน ตั้งแต่การยกเครื่องระบบติดตามเงิน ไปจนถึงการใช้มาตรการเข้มเชิงความมั่นคงและการลงโทษหนักเพื่อป้องปราม
ภาพรวมแนวนโยบายที่เห็นชัดในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ แบ่งได้เป็น 3 แนวทางหลัก แนวทางแรกคือ “ตามเงินให้ทัน ปิดช่องโหว่เชิงระบบ” โดยบางพรรคเน้นการใช้ข้อมูล การบูรณาการหน่วยงาน และการทำให้กติกาทางเศรษฐกิจโปร่งใสขึ้น เพื่อสกัดเส้นทางเงินและเครือข่ายนอมินี แนวทางที่สองคือ “ปราบปรามเชิงปฏิบัติการ” ผูกทุนเทากับความมั่นคงชายแดนและอาชญากรรมข้ามชาติ เน้นการกวาดล้างเครือข่ายและศูนย์กลางผิดกฎหมาย ส่วนแนวทางที่สามคือ “โทษหนักและมาตรการเชิงสัญลักษณ์” ที่พยายามสร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองเพื่อบีบให้ทุนเทาหยุดเคลื่อนไหว
ในกลุ่มที่เน้นการแก้เชิงระบบ พรรคประชาชนสื่อสารหนักเรื่องการตัดวงจรทุนเทาผ่านการจัดการบัญชีม้า ฟอกเงิน นอมินี และช่องโหว่ในระบบการค้า–ธุรกิจ โดยเสนอให้รัฐใช้ข้อมูลและกลไกกำกับดูแลที่ทันสมัยมากขึ้น เพื่อไม่ให้ทุนสีเทาไหลแทรกตลาดและบิดเบือนการแข่งขัน ขณะที่แนวคิดหลักคือทำให้การปราบทุนเทาไม่ใช่แค่การจับเป็นครั้งๆ แต่เป็นการ “ปิดท่อ” ที่ทำให้เงินผิดกฎหมายหมุนต่อได้
ฝั่งที่เน้นการบังคับใช้เข้มและเชื่อมกับความมั่นคง พรรคภูมิใจไทยชูการปราบสแกมเมอร์ พนัน และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามแดนในลักษณะ “เดินหน้าเชิงปฏิบัติการ” โดยวางภาพทุนเทาเป็นภัยคุกคามที่ต้องจัดระเบียบพื้นที่เสี่ยงและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังมากขึ้น แนวทางนี้มักถูกสื่อสารว่าเป็นมาตรการที่ต้องเห็นผลเร็ว ลดการขยายตัวของเครือข่ายผิดกฎหมายที่ทำงานเป็นระบบและเคลื่อนย้ายฐานได้ตลอดเวลา
อีกพรรคที่วางแนวทางผ่านกลไกตรวจสอบของรัฐ พรรคประชาธิปัตย์เลือกสื่อสารผ่านการ “รวบรวมข้อมูล” และการส่งต่อให้หน่วยงานที่มีอำนาจโดยตรง เช่น ปปง. ดีเอสไอ หรือหน่วยงานกำกับด้านการเงิน เพื่อเดินหน้าตรวจสอบตามกระบวนการกฎหมาย โดยย้ำว่าการจัดการทุนเทาต้องอยู่บนฐานนิติรัฐและหลักฐานที่ตรวจสอบได้ วิธีคิดนี้สะท้อนความพยายามทำให้การปราบทุนเทาเป็นเรื่องของระบบยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมาย มากกว่าการใช้กระแสการเมืองนำ
ด้านพลังประชารัฐ สื่อสารในโทน “เอาจริงเอาจัง” ผ่านสโลแกนแนวแข็งกร้าวต่อทุนสีเทาและการทุจริต พร้อมหยิบประเด็นความมั่นคงและการจัดระเบียบรัฐมาประกบ เพื่อให้ภาพการแก้ปัญหาเป็นแพ็กเกจเดียวกัน ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติใช้จุดขายความ “เด็ดขาด” โดยให้ความสำคัญกับแนวลงโทษหนักเพื่อป้องปรามผู้เกี่ยวข้องทุนเทา ทั้งผู้ให้และผู้รับ สะท้อนท่าทีว่าต้องยกระดับความเข้มของกฎหมายเพื่อสกัดการเติบโตของเครือข่ายสีเทา
พรรคเพื่อไทยนำเสนอประเด็นทุนเทาผูกกับภัยไซเบอร์ ค้ามนุษย์ และปัญหาสแกมเมอร์ โดยเน้นความปลอดภัยของประชาชนและความเป็นระเบียบของเศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้น ขณะที่พรรคไทยสร้างไทยวางประเด็นในกรอบ “สุจริต โปร่งใส และงบประมาณที่ตรวจสอบได้” เพื่อไม่ให้ทรัพยากรหลุดไปกับการทุจริต ซึ่งถูกมองว่าเป็นการแก้ฐานคิดเรื่องการเมืองสุจริตควบคู่กันไป แม้การสื่อสารเรื่องทุนเทาแบบแพ็กเกจเฉพาะจะไม่เด่นเท่าบางพรรค
อีกแนวทางที่ถูกจับตาคือพรรคไทยภักดี ซึ่งหยิบมาตรการเชิงสัญลักษณ์อย่าง “ยกเลิกธนบัตรใบใหญ่” มาเป็นธงในการสกัดเงินเทา โดยอธิบายว่าจะทำให้การเก็บสะสมเงินสดก้อนใหญ่ทำได้ยากขึ้น และบีบให้เงินต้องเข้าสู่ระบบที่ตรวจสอบได้มากขึ้น นโยบายลักษณะนี้ถูกพูดถึงมากเพราะแรงและชัด แต่ก็เป็นแนวทางที่ถกเถียงสูงในมิติผลกระทบต่อคนใช้เงินสดและการเปลี่ยนผ่านในทางปฏิบัติ
เมื่อเทียบกันแล้ว จุดต่างสำคัญของนโยบายปราบทุนเทาในสนามเลือกตั้ง 2569 ไม่ได้อยู่ที่ “พูดหรือไม่พูด” แต่อยู่ที่ “เลือกเครื่องมืออะไร” บางพรรคเน้นปิดช่องโหว่และตามเส้นทางเงินให้ทัน บางพรรคเน้นปฏิบัติการกวาดล้างและความมั่นคง ขณะที่บางพรรคใช้แนวลงโทษหนักเพื่อป้องปราม ซึ่งท้ายที่สุด ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจต้องชั่งน้ำหนักว่า แนวทางแบบใดตอบโจทย์ทั้งความเร็ว ความต่อเนื่อง และความสามารถในการตัดวงจรทุนเทาได้จริงในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
