“Gen Y” แชมป์เที่ยวเทศกาลสงกรานต์

เทศกาลสงกรานต์ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีระหว่างวันที่ 13 ถึง 15 เมษายน เป็นประเพณีเก่าแก่ของไทยที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณ และยังคงเป็นหนึ่งในเทศกาลที่สำคัญและได้รับความนิยมมากที่สุดของประเทศ เนื่องจากเทศกาลนี้ผสมผสานความสนุกสนานของการเล่นน้ำเข้ากับขนบธรรมเนียมประเพณีอันทรงคุณค่า และเป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวได้กลับมาพบปะกัน ผู้คนเดินทางกลับภูมิลำเนา และเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลหยุดยาว
ข้อมูลจาก AirAsia MOVE แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวชั้นนำของภูมิภาค เปิดเผยอินไซต์ “Songkran Travel Trends (2567-2569)” วิเคราะห์พฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ (10-18 เมษายน) จากการเปรียบเทียบข้อมูลของนักเดินทาง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่ากลุ่ม Gen Y (Millennials) คือหัวใจหลักของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์อย่างชัดเจน มีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 37-39 ตลอดช่วงปี 2567-2569
โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา Gen Y ครองสัดส่วนในแง่ของจำนวนที่นั่งจำหน่ายได้ (Seats Sold) สูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในทุกปี และยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2568 ซึ่งจำนวนที่นั่งที่จำหน่ายได้ของกลุ่ม Gen Y มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับปี 2567
แม้ภาพรวมตลาดจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่กลุ่ม Gen Y ยังคงเดินทางอย่างต่อเนื่อง ครองแชมป์ตลอดกาลในปี 2569 โดยครองสัดส่วนการจองที่นั่งสูงกว่ากลุ่ม Gen Z และ Gen X เกือบ 1 เท่าตัว โดย ระยะเวลาพำนักนักท่องเที่ยว Gen Y ส่วนใหญ่นิยมใช้เวลาพักผ่อนยาว 3-5 วัน และพฤติกรรมการจองที่พัก นิยมวางแผนล่วงหน้าประมาณ 31-60 วัน ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่จองผ่านระบบ Digital
นอกจากนี้ ข้อมูลยังเผยให้เห็นว่า นักเดินทางกลุ่ม Solo Traveller หรือ เดินทางคนเดียว มีสัดส่วนการจอง (Booking Contribution) สูงที่สุดถึงร้อยละ 65 – ร้อยละ75 ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดย Gen Z เป็นกลุ่มหลักที่ขับเคลื่อนเทรนด์เที่ยวคนเดียว และนักเดินทางกลุ่มนี้เริ่มวางแผนจองล่วงหน้าสั้นลงโดยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม 31-60 วัน ก่อนเดินทาง
สำหรับ Top Destinations พบว่าคนไทยยังคงให้ความสำคัญกับ "ไทยเที่ยวไทย" เป็นอันดับ 1 ในทุกๆ ปี แต่เทรนด์การเดินทางไปต่างประเทศเริ่มมีการขยายตัวสู่หลากหลายจุดหมายโดยเส้นทางยอดฮิตยังคงเป็นเชียงใหม่, ภูเก็ต และหาดใหญ่
ขณะที่ ญี่ปุ่นครองแชมป์จุดหมายต่างประเทศที่คนไทย Gen Y และ Gen X เลือกไปมากที่สุด ตามมาด้วย เวียดนาม และจีน ซึ่งมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในปี 2568 และ 2569
แม้พฤติกรรมการเดินทางจะเปลี่ยนไป แต่ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อผู้โดยสารในปี 2569 กลับเพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่เกือบ 3,200 บาท ซึ่งสะท้อนถึงการเลือกซื้อบริการเสริมที่มากขึ้น
โดยน้ำหนักกระเป๋า เป็นบริการเสริมที่ครองสัดส่วนการใช้จ่ายสูงสุดในกลุ่มบริการเสริมทั้งหมด นั่นหมายถึงกลุ่มนี้มีกำลังพร้อมจับจ่ายในทริป และการสั่งอาหารล่วงหน้า มีแนวโน้มเติบโตขึ้น โดยเฉพาะในปี 2568 ที่ความต้องการสั่งอาหารบนเครื่องพุ่งสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้า
อย่างไรก็ดี หากเจาะลึกภาพรวมพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงสงกรานต์นี้ โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่าจากผลการสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงสงกรานต์ 1,280 ตัวอย่าง ช่วงวันที่ 25-30 มีนาคม 2569 ในช่วงสงกรานต์จะมีเงินสะพัด 129,649 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3.7 เมื่อเทียบกับปี 2568 ที่มีเงินสะพัด 134,631 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการใช้จ่ายต่ำสุดในรอบ 4 ปี นับจากปี 2566 เนื่องจากน้ำมันแพง
โดยผลสำรวจความกังวลในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พบว่า ราคาน้ำมันแพงกังวลมากที่สุดร้อยละ 95.1 ส่วนการขึ้นสินค้าบริการ กังวลมากร้อยละ 25.1 ด้านการจราจรติดขัด กังวลปานกลางร้อยละ 23.1 การลวนลามและละเมิดทางเพศ กังวลปานกลางร้อยละ 26.4 ขโมยเข้าบ้านเมื่อไม่อยู่บ้าน กังวลปานกลางร้อยละ 25.7 และการกระทบกระทั่งในช่วงเทศกรานต์ กังวลปานกลางร้อยละ 20.9
ขณะที่ การไปเล่นน้ำสงกรานต์ในปีนี้ จากผลสำรวจฯ พบว่า ร้อยละ 58.2 ไม่ไปเล่น และร้อยละ 41.8 ไปเล่น ส่วนแผนการเดินทางการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาล พบว่า ร้อยละ 56.6 ไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมในจังหวัดที่อยู่ ร้อยละ 28.0 พักผ่อนอยู่ ร้อยละ 5.5ไปเที่ยวต่างประเทศ ร้อยละ 5.0 กลับบ้านและยังไม่มีกางวางแผนไปท่องเที่ยว ร้อยละ 4.2กลับบ้านและวางแผนไปท่องเที่ยว และร้อยละ 0.7 วางแผนไปท่องเที่ยวต่างประเทศ
ทั้งนี้ คนที่วางแผนท่องเที่ยวในประเทศจะใช้จ่ายเฉลี่ย 8,056 บาท/คน ส่วนต่างประเทศเฉลี่ย 37,083 บาท/คน
ขณะที่การวางแผนทำกิจกรรมและค่าใช้จ่ายนอกจากแผนการท่องเที่ยว พบว่า ทานข้าวนอกบ้าน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 1,567 บาท ไหว้พระ 799 บาท ทำบุญทำทาน 1,150 บาท เล่นน้ำสงกรานต์ 875 บาท รดน้ำดำหัว 2,393 บาท พักผ่อนอยู่บ้านเฉยๆ 492 บาท สังสรรค์ 3,802 บาท อุปโภคบริโภคทั่วไป 2,559 บาท เที่ยวเพื่อความบันเทิง 1,263 บาท กลับบ้านต่างจังหวัด 5,514 บาท ซื้อสุรา 2,237 บาท สินค้าคงทน (เครื่องใช้ไฟฟ้า) 5,563 บาท สินค้าฟุ่มเฟือย 11,375 บาท
อย่างไรก็ดี ผลสำรวจพบว่า คนส่วนใหญ่ร้อยละ 42.7 วางแผนใช้จ่ายเท่าเดิม แต่ร้อยละ 36.5 วางแผนใช้จ่ายลดลงซึ่งเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน และมีเพียงร้อยละ 20.8 ตอบว่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
สาเหตุที่ใช้จ่ายลดลงเนื่องจากน้ำมันมีราคาแพง สินค้าและบริการราคาแพง ค่าครองชีพสูง ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง มีหนี้เพิ่มขึ้น และต้องการฉลองแบบประหยัดเป็นต้น โดยคนส่วนใหญ่ร้อยละ 54.9 นำเงินเดือนออกมาใช้จ่าย รองลงมาคือ เงินออม เงินจากผู้ปกครอง เงินกู้ และโบนัส
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยระบุว่า สงกรานต์ปีนี้คนจะชะลอการใช้จ่าย รัดเข็มขัดกันมากขึ้น เนื่องจากน้ำมันแพง สินค้าแพงซึ่งเป็นผลกระทบมาจากปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง จะเห็นชัดเจนว่าคนใช้จ่ายลดลง ออกไปท่องเที่ยวน้อยลง
อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาดูตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติว่าจะเข้ามาเที่ยวไทยในช่วงสงกรานต์มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจาก มาเลเซีย จีน และยุโรป
ทั้งนี้ ข้อมูลจากการสำรวจของอโกด้า พบว่า นักเดินทางจากมาเลเซียเป็นกลุ่มที่ค้นหาที่พักในประเทศไทยมากที่สุดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ รองลงมาคือนักเดินทางจาก อินเดีย เกาหลีใต้ จีน และสิงคโปร์ แสดงให้เห็นถึงความนิยมของทั้งเทศกาลสงกรานต์และประเทศไทยในระดับภูมิภาค
โดย “กรุงเทพฯ” คว้าอันดับหนึ่งของจุดหมายปลายทางยอดนิยมในช่วงสงกรานต์ ด้วยกิจกรรมที่หลากหลายซึ่งผสมผสานประเพณีสงกรานต์เข้ากับความทันสมัยไว้ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่ เช่น SIAM Songkran Music Festival ไปจนถึงกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมต่าง ๆ ทำให้เมืองหลวงแห่งนี้สามารถตอบโจทย์นักเดินทางได้ทุกไลฟ์สไตล์ รองลงมาคือ พัทยา ภูเก็ต หาดใหญ่ และเชียงใหม่
ทั้ง 5 จังหวัดนี้เป็นจุดหมายปลายทาง 5 อันดับแรกที่ถูกค้นหามากที่สุดในช่วงสงกรานต์โดยนักเดินทางชาวต่างชาติบนแพลตฟอร์มอโกด้า
ขณะที่ การการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าททท. คาดว่าสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11-15 เม.ย. 2569 ในส่วนของตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากช่วงเดียวกันปีก่อน สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากช่วงเดียวกันของปี 2568
ส่วนตลาดในประเทศ คาดว่าจะมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย เดินทางจำนวน 5,963,000 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 22,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 ทั้งนี้หากไม่มีปัญหาวิกฤตพลังงานคาดว่าจำนวนและรายได้น่าจะเพิ่มมากกว่านี้ประมาณร้อยละ 5-7
ดังนั้นในภาพรวมช่วงเทศกาลสงกรานต์คาดว่าจะมีการเดินทางท่องเที่ยวของทั้งตลาดนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศประมาณ 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
โดยในปีนี้ ททท.ยังคงรูปแบบการจัดงาน Maha Songkran World Water Festival 2026 เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ 2569 อย่างยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่เป็นหมุดหมายของหนักท่องเที่ยวต่างประเทศ มีการจัดงานในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก ๆ ในเกือบทุกพื้นที่ อาทิ ICONSIAM ศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามสแควร์ ถนนสีลม ถนนพระราม 4 (ริมถนนสุนทรโกษา) ลานหน้าห้าง เซ็นทรัลเวิลด์ และ ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ เป็นต้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
