รีเซต

SCL รุกตลาดพรีเมียม ชี้รถยุโรปมาร์จิ้นสูง

SCL รุกตลาดพรีเมียม ชี้รถยุโรปมาร์จิ้นสูง
ทันหุ้น
8 กรกฎาคม 2569 ( 02:00 )
11

นายสกล  ตั้งก่อสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอส.ซี.แอล. มอเตอร์ พาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SCL ผู้ดำเนินธุรกิจศูนย์จำหน่ายอะไหล่รถยนต์แบบครบวงจร ครอบคลุมค่ายรถยนต์ชั้นนำในประเทศไทย เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีทิศทางเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาส 1/2569 บริษัทสามารถสร้างการเติบโตได้ทั้งด้านรายได้และกำไร โดยมีรายได้ 576.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.23% และมีกำไรสุทธิ 19.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44.84%

ขณะที่ทั้งปี 2569 มั่นใจว่าผลประกอบการจะเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ ภายใต้แผน JUMP+

บริษัทมองว่าธุรกิจอะไหล่รถยนต์ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก เนื่องจากประเทศไทยมีฐานรถยนต์ใช้งานกว่า 22 ล้านคัน ซึ่งล้วนมีความต้องการเปลี่ยนอะไหล่ตามอายุการใช้งาน ประกอบกับข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ประเมินว่าตลาดอะไหล่รถยนต์มีมูลค่าราว 120,000 ล้านบาท จึงเชื่อว่าบริษัทมีศักยภาพในการเติบโตควบคู่ไปกับการขยายตัวของตลาด

สำหรับแนวโน้มครึ่งปีหลังของปี 2569 บริษัทคาดว่าจะยังเติบโตต่อเนื่อง จากการทยอยเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่พอร์ตสินค้า รวมถึงการพัฒนาสินค้าร่วมกับพันธมิตรผู้ผลิต เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเมื่อรถเข้าสู่ระยะเวลาบำรุงรักษาและเปลี่ยนอะไหล่ ก็จะเป็นโอกาสทางธุรกิจของบริษัท

ปัจจุบัน SCL มีสินค้าภายในพอร์ตกว่า 200,000 SKU และในช่วงหลังได้ขยายไลน์สินค้าไปยังกลุ่มเคมีภัณฑ์ น้ำมันหล่อลื่น และแบตเตอรีรถยนต์มากขึ้น โดยในปีนี้บริษัทได้รับแต่งตั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายอะไหล่ BMW, MINI อย่างเป็นทางการ ส่งผลให้พอร์ตสินค้ามีความหลากหลายและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทได้ขยายตลาดจากเดิมที่เน้นอะไหล่รถยนต์ญี่ปุ่นและจีน สู่กลุ่มรถยนต์ยุโรปมากขึ้น เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีราคาสูงและให้อัตรากำไร (มาร์จิ้น) ที่ดีกว่า ซึ่งจะช่วยผลักดันทั้งยอดขาย อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) และอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ให้เติบโตต่อเนื่อง โดยเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผน JUMP+

ในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 บริษัทเตรียมรุกตลาดแบตเตอรีรถยนต์อย่างจริงจัง หลังจากสามารถเพิ่มแบรนด์ใหม่ได้มากกว่าที่วางแผนไว้ 2-3 แบรนด์ ส่งผลให้มีโอกาสสร้างการเติบโตได้สูงกว่าเป้าหมายเดิม

นายสกล กล่าวว่า ตลาดแบตเตอรีรถยนต์ในประเทศไทยยังมีขนาดใหญ่ โดยบริษัทจะมุ่งเจาะกลุ่มสินค้าพรีเมียมที่มีอัตรากำไรสูง รองรับทั้งรถยนต์สันดาป รถยนต์จีน และรถยนต์ไฟฟ้าหลากหลายแบรนด์ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สร้างการเติบโตในระยะยาว

ขณะเดียวกัน บริษัทไม่ได้กังวลต่อการทำตลาดแบรนด์ใหม่ เนื่องจากมีเครือข่ายร้านจำหน่ายอะไหล่และศูนย์บริการ Fast Fit ทั่วประเทศเป็นฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง ทำให้สามารถผลักดันสินค้าเข้าสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้บริโภค

ส่วนต้นทุนการดำเนินงาน แม้จะปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ และไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลการดำเนินงาน โดยบริษัทยังคงเป้าหมายรายได้ปี 2569 เติบโตประมาณ 10% จากปีก่อน

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง