รีเซต

สมรภูมิรบในเลบานอนกดดันดีล “สหรัฐฯ-อิหร่าน” ยังไม่พ้นจุดเสี่ยง

สมรภูมิรบในเลบานอนกดดันดีล “สหรัฐฯ-อิหร่าน” ยังไม่พ้นจุดเสี่ยง
TNN ช่อง16
10 เมษายน 2569 ( 16:49 )
13

อิสราเอล-เลบานอน สนามรบกดดันดีล สหรัฐฯ-อิหร่าน

ภายใต้สถานการณ์ที่แสนเปราะบางของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน พร้อมกับการเจรจาที่โลกกำลังจับตาในวันพรุ่งนี้เช้า (11 เม.ย.) ตามเวลาท้องถิ่นที่กรุงอิสลามาบัดของปากีสถาน 


เหตุการณ์วันพุธ (8เม.ย.) ที่ผ่านมา ที่กองทัพอิสราเอล หรือ IDF ระบุว่า เป็นปฏิบัติการครั้งใหญ่สุดตั้งแต่สงครามเริ่มต้น จนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 254 รายเพียงวันเดียว 


หากตั้งคำถามว่า ทำไมอิสราเอลจึงยังคงมุ่งเป้าโจมตีในเลบานอน คำตอบจำเป็นต้องลงลึกไปถึงโครงสร้างการเมืองภายในของเลบานอนเอง รศ.จักรี ไชยพินิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มองว่า อิสราเอลคืออีกหนึ่ง “ตัวแสดง” สำคัญที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ซึ่งน่าจะไม่พอใจกับการที่สงครามในตะวันออกกลางจะยุติลงในลักษณะนี้


เหตุผลสำคัญเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า “สถาปัตยกรรมทางความมั่นคง” ที่อิสราเอลต้องการให้มีความชัดเจนก่อน กล่าวคือ การยุติสงครามจะต้องอยู่ในเงื่อนไขที่อิสราเอลมั่นใจได้ว่าตนเองจะไม่เผชิญความเสี่ยงหรืออันตรายในระยะยาว


ในระดับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ เลบานอนกับอิหร่านมีความตึงเครียดอยู่ก่อนแล้ว โดยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เลบานอนได้มีคำสั่งขับไล่ทูตอิหร่านออกนอกประเทศ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงในฐานะบุคคลไม่พึงปรารถนา ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับอิหร่าน


อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญในเลบานอนอยู่ที่ลักษณะของรัฐที่สามารถอธิบายได้ว่าเป็น “รัฐซ้อนรัฐ” กล่าวคือ โครงสร้างของรัฐบาลเลบานอนไม่ได้ควบคุมอำนาจทั้งหมดอย่างเบ็ดเสร็จ แต่มีการแยกออกจากกลุ่มการเมืองอย่างฮิซบอลเลาะห์ที่มีบทบาทอย่างมากภายในประเทศ


จะเห็นได้ว่า การโจมตีของอิสราเอลมักมุ่งไปที่พื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนเป็นหลัก ซึ่งแม้ในเชิงภูมิศาสตร์จะอยู่ติดกับตอนเหนือของอิสราเอล แต่หากวิเคราะห์ในเชิงลึก พื้นที่ดังกล่าวถือเป็นฐานที่มั่นสำคัญของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของอิหร่าน


ดังนั้น พื้นที่ตอนใต้ของเลบานอนจึงมีลักษณะเสมือนเขตอิทธิพลเฉพาะ ที่ทำให้อิสราเอลรู้สึกกังวลด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง


ในบริบทนี้ รศ.จักรี มองว่า การที่อิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีเลบานอน จึงสามารถอธิบายได้ว่าเป็นความพยายามในการจัดการปัจจัยเสี่ยงด้านความมั่นคง เพื่อให้การยุติสงครามเกิดขึ้นในเงื่อนไขที่อิสราเอลมั่นใจว่า จะไม่ทิ้งปัญหาไว้ในระยะยาว หรืออีกนัยหนึ่ง คือเพื่อให้สงครามดำเนินต่อไปในรูปแบบที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของตนเอง

อิสราเอลไม่ได้หยุดแค่ทางใต้ แต่ไถลไปกรุงเบรุตด้วย


ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า แม้การโจมตีจะถูกมองว่าเป็นการพุ่งเป้าไปยังพื้นที่ของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ แต่ในความเป็นจริง พื้นที่เหล่านั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของประเทศเลบานอนด้วยเช่นกัน


การโจมตีที่ลึกเข้าไปถึงกรุงเบรุต ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเลบานอน จึงมีนัยสำคัญในเชิงสัญญาณทางการเมือง กล่าวคือ เป็นการส่งสารไปยังรัฐบาลเลบานอนว่า จำเป็นต้องมีบทบาทมากขึ้นในการจัดการหรือยุติอิทธิพลของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งมีลักษณะเป็น “รัฐซ้อนรัฐ” อยู่ภายในประเทศ


ที่ผ่านมา รัฐบาลเลบานอนเองก็มีความพยายามในทิศทางนี้อยู่บ้าง เช่น การผลักดันให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์มีสถานะเป็นเพียงพรรคการเมือง มากกว่าการมีกองกำลังทางทหาร รวมถึงความพยายามในการโอนอาวุธไปอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพแห่งชาติเลบานอน


อย่างไรก็ตาม ความพยายามดังกล่าวยังไม่ประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมมากนัก ดังนั้น การโจมตีที่ขยายเข้าไปในพื้นที่เชิงลึกของเลบานอน โดยเฉพาะในกรุงเบรุต จึงสามารถตีความได้ว่าเป็นการส่งแรงกดดันโดยตรงต่อรัฐบาลเลบานอน ให้ต้องดำเนินการอย่างจริงจังมากขึ้นในการจัดการกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์


การเมืองอิสราเอล กดดันเนทันยาฮู


หากมองในบริบทการเมืองของอิสราเอล จำเป็นต้องพิจารณาช่วงเวลาที่กำลังจะมีการเลือกตั้งใหญ่ในประเทศ ซึ่งตามปฏิทินคาดว่าจะอยู่ราวเดือนตุลาคม หรือช่วงปลายปีนี้ ดังนั้น โจทย์สำคัญของนายกรัฐมนตรีเบจามิน เนทันยาฮู คือจะทำอย่างไรให้สามารถ “การันตีชัยชนะ” ในสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากต่อการเลือกตั้งรอบนี้


รศ.จักรี อธิบายในเชิงโครงสร้างการเมือง อิสราเอลเป็นระบบที่ประชาชนเลือกพรรคการเมือง และนำไปสู่การจัดสรรจำนวนที่นั่งในรัฐสภา (Knesset) ซึ่งมีทั้งหมด 120 ที่นั่ง โดยพรรคหรือกลุ่มการเมืองจะต้องรวบรวมเสียงให้ได้อย่างน้อย 61 เสียง เพื่อครองเสียงข้างมากในสภา และเป็นฐานในการจัดตั้งรัฐบาล


ดังนั้น ผู้ที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำจึงต้องมั่นใจว่าพรรคของตนเองสามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาได้ ซึ่งประเด็นนี้มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับสถานการณ์สงคราม


ในช่วงที่สงครามกับอิหร่านดำเนินอยู่ คะแนนนิยมของเนทันยาฮูปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มชาวอิสราเอลเชื้อสายยิว ซึ่งมองว่า หากอยู่ภายใต้การนำของเนทันยาฮูแล้ว จะมีความมั่นคงปลอดภัย และสามารถรับมือกับอิหร่านในระยะยาวได้


คะแนนนิยมในส่วนนี้จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เนทันยาฮูวางยุทธศาสตร์ในการใช้สงคราม เพื่อสร้างแรงสนับสนุนในเชิงชาตินิยม


ในทางกลับกัน ฝ่ายค้านในอิสราเอลก็ยังคงมีบทบาทและพลังไม่น้อย โดยมีผู้ท้าชิงหลักที่เริ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง รวมถึงแคมเปญต่าง ๆ เช่น Bennett 2026 ใต้การนำของ นาฟตาลี เบนเนตต์ อดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล ที่เตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มการเมืองอื่นที่สามารถรวมตัวกันเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้เช่นกัน


ในบริบทนี้ รศ.จักรี มองว่า สิ่งที่เนทันยาฮูต้องทำ คือการส่งสัญญาณให้ประชาชนรู้สึกว่า ประเทศจะปลอดภัยหากอยู่ภายใต้การนำของเขา


ขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านก็พยายามหยิบยกประเด็นโจมตี เช่น การที่เนทันยาฮูไม่ได้มีบทบาทในโต๊ะเจรจาหยุดยิงระยะ 14 วัน รวมถึงการตั้งข้อสังเกตว่า การดำเนินสงครามของเขา อาจเป็นไปเพื่อรักษาเส้นทางทางการเมืองของตนเอง มากกว่าผลประโยชน์ของประเทศ

สหรัฐฯ หาทางลง - อิสราเอล สงครามนี้ต้องไม่จบแบบมือเปล่า


หากพิจารณาท่าทีในภาพรวมระยะยาวของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ จะเห็นได้ว่าสหรัฐฯ พยายาม “หาทางลง” จากสถานการณ์นี้


ในขณะเดียวกัน อิหร่านเองก็ไม่ได้ปฏิเสธการเจรจา โดยยังคงแสดงท่าทีว่ายินดีเข้าสู่กระบวนการพูดคุย เพียงแต่ในเชิงรายละเอียด ข้อเสนอของทั้งสองฝ่าย อย่าง 15 ข้อของสหรัฐฯ และ 10 ข้อของอิหร่าน ยังไม่สามารถหาจุดร่วมกันได้


อย่างไรก็ตาม รศ.จักรีมองว่า ในกรณีของอิสราเอล หากเกิดกระบวนการที่นำไปสู่การตกลงและยุติสงครามในลักษณะนี้ สิ่งที่อาจเกิดขึ้นคือ อิสราเอลอาจต้องจบสงคราม “แบบมือเปล่า” ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เนทันยาฮูไม่น่าต้องการให้เกิดขึ้น


เนื่องจากอิสราเอลเป็นฝ่ายที่เปิดฉากความขัดแย้งไปแล้ว หากสุดท้ายสหรัฐฯ ถอยกลับไปอยู่ในจุดเริ่มต้น ขณะที่อิหร่านเริ่มมีการฟื้นความสัมพันธ์หรือเปิดช่องทางทางการทูตกับประเทศในภูมิภาค เช่น ซาอุดีอาระเบียที่เมื่อวานนี้ (9 เม.ย.) เจ้าชายไฟซาล บิน ฟาร์ฮาน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของซาอุดีอาระเบียต่อสายตรงหาอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ทบทวนพัฒนาการของเหตุการณ์ทั้งหมด พร้อมเปิดทางลดระดับความตึงเครียดเพื่อเสถียรภาพในภูมิภาค ท่าทีเช่นนี้จากพี่ใหญ่อย่างซาอุดีอาระเบียนั้นยิ่งสร้างความกังวลให้กับอิสราเอล


อ่านข่าว ซาอุฯ ต่อสายตรงอิหร่าน ซาอุฯ ต่อสายตรงอิหร่าน


ดังนั้น หากสงครามจบลงในลักษณะที่ทุกฝ่ายสามารถ “ลงตัว” ได้ อาจทำให้อิสราเอลต้องเผชิญกับคำถามสำคัญในระยะยาวว่า บทบาทและสถานะของตนเองในภูมิภาคจะเป็นอย่างไรต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่เนทันยาฮูกังวลมากที่สุดในขณะนี้



ข่าวที่เกี่ยวข้อง