สงครามประสาท ภท.–กล้าธรรม จะไปต่อ หรือ พอแค่นี้?

กล้าธรรมจะร่วมรัฐบาลภูมิใจไทยหรือไม่ เมื่อ “เนวิน–อนุทิน” วางเกมครบกระดาน
การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงตัดสินใจสำคัญ โดยเฉพาะต่อพรรคกล้าธรรมที่มีราว 58 เสียงในมือ แม้ฝั่งภูมิใจไทยจะสามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนได้เกินครึ่งสภาแล้ว แต่การมีหรือไม่มีกล้าธรรมเข้าร่วม จะกำหนดทั้งระดับเสถียรภาพของรัฐบาลและสมดุลอำนาจในระยะยาว
แกนหลักของรัฐบาลในเวลานี้คือ ภูมิใจไทย 193 เสียง และเพื่อไทย 74 เสียง รวมกันเป็น 267 เสียง เมื่อรวมพรรคเศรษฐกิจและพรรคเล็กหลายพรรค ตัวเลขขยับเข้าใกล้ระดับเกือบ 290 ถึง 300 เสียง ทำให้รัฐบาลสามารถตั้งได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพากล้าธรรม
จังหวะนี้เองที่บทบาทของ “เนวิน ชิดชอบ” ในฐานะผู้มีอิทธิพลทางยุทธศาสตร์ของภูมิใจไทย และ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ในฐานะหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะทั้งสองคนคือผู้กำหนดทิศทางการต่อรองครั้งนี้
เงื่อนไขสำคัญ กระทรวงเกษตรฯ และท่องเที่ยวฯ
หัวใจของการเจรจาอยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งเป็นกระทรวงที่มีผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและฐานการเมืองระดับพื้นที่
รายงานข่าวระบุว่า ภูมิใจไทยต้องการดึงกระทรวงเกษตรฯ กลับมาอยู่ในโควตาของพรรค เพื่อใช้เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ โดยทำงานประสานกับกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานด้านการลงทุน
ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุชัดถึงทิศทางรัฐบาลใหม่ว่า
“พรรคภูมิใจไทยจะรับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยที่ตกต่ำมานานให้ขึ้นจากหล่ม เราจะทำงานแบบมืออาชีพ เป็นทีมประเทศไทยที่มีส่วนผสมหลัก คือ อนุทิน เอกนิติ ศุภจี และสีหศักดิ์ ทุกพรรคร่วมรัฐบาลจะมีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้ประชาชนมีรายได้ดีขึ้น”
สำหรับกล้าธรรม กระทรวงเกษตรฯ ถือเป็นฐานอำนาจสำคัญที่เคยดูแลในรัฐบาลก่อนหน้า การยอมเสียกระทรวงนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก และเป็นเงื่อนไขหลักที่ทำให้ดีลยังไม่ปิด
บทบาทของ “เนวิน” และแรงกดดันทางการเมือง
กระแสข่าวการเจรจาระหว่าง เนวิน ชิดชอบ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ถูกมองว่าเป็นการพูดคุยในระดับยุทธศาสตร์ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างมีฐานการเมืองในภูมิภาค และเข้าใจเกมอำนาจในพื้นที่
รายงานบางส่วนระบุว่า หากกล้าธรรมไม่ยอมคืนโควตากระทรวงเกษตรฯ และท่องเที่ยวฯ ภูมิใจไทยพร้อมเดินหน้าแผนสำรอง โดยทาบประชาธิปัตย์ 22 เสียงเข้าร่วมรัฐบาลแทน
การวางทางเลือกสำรองเช่นนี้ ทำให้แรงต่อรองของกล้าธรรมลดลง เพราะรัฐบาลสามารถไปต่อได้แม้ไม่มีกล้าธรรมร่วมวง
หากกล้าธรรม “ร่วมรัฐบาล”
หากกล้าธรรมตัดสินใจเข้าร่วม รัฐบาลจะมีเสียงรวมระดับ 325 ถึง 350 เสียง เสถียรภาพในสภาจะสูงมาก การผ่านงบประมาณและกฎหมายสำคัญจะเป็นไปอย่างราบรื่น
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างอำนาจภายในรัฐบาลจะเปลี่ยนไป ภูมิใจไทยในฐานะแกนนำเต็มตัว โดยมีอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี จะคุมกระทรวงเศรษฐกิจหลัก ขณะที่กล้าธรรมอาจต้องรับกระทรวงรองลงมาแทน
ข้อได้เปรียบคือ กล้าธรรมยังอยู่ในฝ่ายบริหาร มีพื้นที่ใช้นโยบายและทรัพยากรของรัฐต่อยอดฐานการเมืองในพื้นที่
ข้อจำกัดคือ ต้องยอมรับสถานะที่ลดลง และเผชิญแรงตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้น
หากกล้าธรรม “ไม่ร่วมรัฐบาล”
ในกรณีที่กล้าธรรมเลือกไม่ร่วม ภูมิใจไทยยังสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ด้วยสูตร 193 บวก 74 บวก 22 และพรรคเล็ก รวมราว 290 ถึง 300 เสียง ซึ่งเพียงพอต่อการบริหารประเทศ
บทบาทของกล้าธรรมจะเปลี่ยนไปเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายค้านกึ่งอิสระ เสียงราว 58 คนสามารถกลายเป็นตัวแปรสำคัญในหลายวาระ โดยเฉพาะงบประมาณและกฎหมายเศรษฐกิจ
ข้อดีคือ พรรคมีอิสระในการตรวจสอบรัฐบาลและวางจุดยืนทางการเมืองอย่างชัดเจน
ข้อท้าทายคือ การอยู่นอกฝ่ายบริหารอาจกระทบต่อการรักษาฐานการเมืองในพื้นที่ และอาจถูกตั้งคำถามถึงศักยภาพในการรักษาอำนาจ
การเมืองรอบนี้ เป็นทั้งคณิตศาสตร์และจิตวิทยาในเวลาเดียวกัน
“292 เสียง” คือแรงกดดันที่ทำให้คำว่า “จำเป็น” ของกล้าธรรมเริ่มจางลง
“ยึดคืนเกษตรฯ” คือการชี้ว่าใครจะคุมเครื่องยนต์เศรษฐกิจของรัฐบาล
สุดท้าย กล้าธรรมต้องตอบคำถามเดียวให้ชัด
จะ “ขึ้นรถไฟรัฐบาลอนุทิน 2” โดยยอมลดพื้นที่อำนาจ
หรือจะ “ยืนบนชานชาลา” เพื่อเก็บแรงต่อรองไว้เล่นเกมในสภา
คำตอบนี้ไม่ได้เปลี่ยนแค่จำนวนเสียงในรัฐบาล
แต่จะเปลี่ยนสมดุลการเมืองทั้งกระดานในอีกหลายเดือนข้างหน้า
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
