กรมชลฯมั่นใจปี 69 น้ำมีพอใช้ แต่ห่วง “แล้ง” ปี 70 แรงกว่าปกติ

กรมชลประทานยืนยันสถานการณ์น้ำของประเทศยังอยู่ในเกณฑ์บริหารจัดการได้ แม้ประเทศไทยกำลังได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่ส่งผลให้ฝนตกน้อยกว่าปกติ โดยมั่นใจว่าปริมาณน้ำที่กักเก็บอยู่ในปัจจุบันยังเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค การเกษตร และการรักษาระบบนิเวศตลอดฤดูฝนปีนี้ แต่ยังคงจับตาความเสี่ยงในช่วงฤดูแล้งปี 2570 ซึ่งอาจเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำในหลายพื้นที่ หากสถานการณ์ฝนยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยต่อเนื่อง
ด้านนายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน เปิดเผยว่า แม้ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมจะมีแนวโน้มเกิดฝนทิ้งช่วงจากอิทธิพลของเอลนีโญ แต่ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ในระบบยังสามารถรองรับความต้องการใช้น้ำได้อย่างเพียงพอในช่วงฤดูฝนนี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูแล้งของปีหน้า ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณน้ำน้อยกว่าปกติ และอาจส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรในบางพื้นที่
กรมชลประทานจึงได้เร่งวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างรัดกุม พร้อมเดินหน้ายุทธศาสตร์ระยะยาว 10-20 ปี เพื่อเพิ่มความจุกักเก็บน้ำทั่วประเทศอีก 3,700 ล้านลูกบาศก์เมตร และขยายพื้นที่ชลประทานเพิ่มอีก 5 ล้านไร่ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำและรองรับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศในอนาคต
สำหรับสถานการณ์น้ำล่าสุด ณ วันที่ 8 มิถุนายน 2569 พบว่า อ่างเก็บน้ำและเขื่อนทั่วประเทศมีปริมาณน้ำกักเก็บเฉลี่ยร้อยละ 57 ของความจุทั้งหมด แต่เมื่อพิจารณาเฉพาะน้ำใช้การได้จริง พบว่าเหลืออยู่เพียงร้อยละ 37 ของความจุเขื่อนเท่านั้น ขณะที่ปริมาณฝนสะสมทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติร้อยละ 16
เมื่อแยกตามภูมิภาค พบว่าภาคเหนือมีปริมาณฝนสะสมต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 6 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 7 ภาคกลางต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 25 และภาคตะวันออกต่ำกว่าค่าปกติสูงสุดถึงร้อยละ 35 สะท้อนถึงผลกระทบของเอลนีโญที่เริ่มส่งผลต่อการกระจายตัวของฝนในหลายพื้นที่
ด้านนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร รวมถึงกรมชลประทาน เร่งดำเนินมาตรการรับมือสถานการณ์ "ซูเปอร์เอลนีโญ" อย่างเร่งด่วน ผ่าน 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ "กักเก็บ-เติมน้ำ-ปรับเปลี่ยน-เฝ้าระวัง" โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ การทำฝนหลวง การส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย และการเฝ้าระวังพร้อมแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อลดผลกระทบต่อภาคการเกษตรและประชาชนให้มากที่สุด
ขณะที่นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ได้เรียกประชุมผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญเพื่อเตรียมแผนปฏิบัติการเชิงรุก โดยสั่งการให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและอากาศยาน เพื่อเริ่มภารกิจเพิ่มน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนสำคัญตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป
เป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนหลักของประเทศ ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและพื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทาน โดยยืนยันว่ากรมฝนหลวงมีความพร้อมทั้งด้านกำลังคน เครื่องบิน และเทคโนโลยี หากสภาพอากาศและความชื้นในบรรยากาศเอื้ออำนวย ก็พร้อมขึ้นบินปฏิบัติการทันที เพื่อสำรองน้ำรับมือช่วงฝนทิ้งช่วงและลดความเสี่ยงจากภัยแล้งที่อาจรุนแรงขึ้นในปีหน้า
ทั้งนี้ หน่วยงานด้านน้ำยังคงติดตามสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำในทุกลุ่มน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจยืดเยื้อต่อเนื่องในระยะต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
