รีเซต

มรสุมฮอร์มุซรอบใหม่ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ร้อนแรง ดันน้ำมันพุ่ง-เงินเฟ้อสูง

มรสุมฮอร์มุซรอบใหม่ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ร้อนแรง ดันน้ำมันพุ่ง-เงินเฟ้อสูง
TNN ช่อง16
7 กันยายน 2569 ( 14:59 )

บล.เอเซีย พลัส ประเมินทิศทางตลาดทุนโลกและตลาดหุ้นไทย ภายใต้สภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงแบบ "Yo-Yo Market" จากการกลับมาปะทุของสถานการณ์ความตึงเครียดเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง และตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาด 

ซึ่งอาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อโลกทรงตัวอยู่ในระดับสูงยาวนานขึ้น พร้อมแนะกลยุทธ์ "Selective Buy" ผ่านหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งและตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ที่มีปัจจัยบวกสนับสนุนเฉพาะตัว


เกาะติดทิศทางเศรษฐกิจโลกและนวัตกรรมเทคโนโลยีสากล ในมิติของเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก ปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายรอบด้านอีกครั้ง โดยประเด็นที่มีน้ำหนักกดดันสูงสุดคือสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


หลังมีรายงานว่าอิหร่านได้เข้าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันจำนวน 3 ลำที่สัญจรผ่านจุดยุทธศาสตร์สำคัญดังกล่าว พร้อมทั้งส่งสัญญาณเตรียมประกาศเขตจำกัดการเดินเรือเพิ่มเติม ปัจจัยเหล่านี้นำไปสู่ความกังวลด้านอุปทานพลังงานโลกและผลักดันให้ระดับราคาน้ำมันดิบโลกขยับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นตัวเร่งสำคัญต่อระดับเงินเฟ้อรอบใหม่ 


ขณะเดียวกัน ทิศทางเศรษฐกิจฝั่งสหรัฐฯ ยังคงส่งสัญญาณแข็งแกร่งโดยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ประจำเดือนสิงหาคมปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 162,000 ตำแหน่ง ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดประเมินไว้ค่อนข้างมาก แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการขยายตัวอย่างร้อนแรงของกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูล (Data Center) และภาคการผลิตที่พุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2023 การฟื้นตัวที่แข็งแกร่งนี้ทำให้ผู้ร่วมตลาดกลับมากังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ส่อแววยืนสูงยาวนานขึ้น 


โดยคาดการณ์ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มขยับพุ่งแตะระดับ +5.2% YoY และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) จะยังทรงตัวในระดับสูงที่ +3.4% YoY ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ใช้พิจารณาการกำหนดนโยบายดอกเบี้ยในระยะถัดไป อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปัจจัยกดดันด้านการเงิน ยังมีประเด็นบวกในกลุ่มนวัตกรรมเทคโนโลยีจากการปรับพอร์ตตะกร้าดัชนีของ S&P DJI 


ซึ่งดัชนี S&P 500 ได้ประกาศรับหุ้นเด่นอย่าง Bloom Energy (BE), Everpure และ Illumina เข้าคำนวณอย่างเป็นทางการ (มีผลวันที่ 21 ก.ย.) และดัชนี S&P 100 ได้เพิ่มหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัย เช่น Dell, Palo Alto, Arista และ SanDisk อีกทั้งการเปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) เจเนอเรชันล่าสุดอย่าง "GPT-6 Astra" ในรูปแบบ Limited Preview โดย OpenAI ได้กลายมาเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่หนุนให้อุปสงค์ในกลุ่มชิปหน่วยความจำ (Memory), บริการคลาวด์ และอุปกรณ์กักเก็บข้อมูลเร่งตัวขึ้นอย่างมหาศาล 


สอดคล้องกับรายงานยอดขายเดือนสิงหาคมของ Foxconn ที่เติบโตสูงถึง +52% YoY เป็นตัวตอกย้ำภาพรวมการขยายตัวที่ทรงพลังของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และหนุนกระแสเงินทุนให้ไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในภูมิภาคเอเชียเหนืออย่างต่อเนื่อง

เจาะลึกความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจและทิศทางตลาดทุนไทย ทางด้านภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ ยังคงต้องเผชิญหน้าและรับมือกับปัจจัยกดดันเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจรวมถึงปัจจัยเฉพาะตัวทางเทคนิค โดยในมิติเชิงมหภาคคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) เดือนสิงหาคมของไทยมีโอกาสขยับตัวเพิ่มขึ้นไปแตะระดับ +2.43% YoY เร่งตัวจากระดับ +1.95% YoY ในเดือนก่อนหน้า 


ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี (Bond Yield) ที่ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 2.24% ความกังวลด้านราคาน้ำมันดิบโลกที่ทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องอาจกลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่บีบให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จำเป็นต้องปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นในอนาคตเพื่อควบคุมสภาวะเงินเฟ้อไม่ให้หลุดกรอบเป้าหมาย 


นอกจากปัจจัยทางด้านตัวเลขเศรษฐกิจแล้ว ตลาดหุ้นไทยและค่าเงินบาทยังคงมีความอ่อนไหวในระยะสั้นจากประเด็นเชิงเสถียรภาพทางการเมือง โดยนักลงทุนต่างชาติยังคงเฝ้าจับตาอย่างใกล้ชิดต่อการนัดแถลงจุดยืนและทิศทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มแกนนำเคลื่อนไหวในช่วงเช้าวันนี้ ซึ่งความชัดเจนดังกล่าวจะมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่จะเข้ามาลงทุนในตลาดทุนไทยในภาพรวม 


ขณะเดียวกัน ในมิติเชิงเทคนิครายสัปดาห์ ดัชนี SET Index มีแนวโน้มที่จะเผชิญแรงกดดันชั่วคราวจากการขึ้นเครื่องหมาย XD (Excluding Dividend) เพื่อจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่รวมทั้งสิ้น 26 บริษัท 


ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบทางอ้อมกดดันให้ดัชนี SET ปรับลดลงเชิงเทคนิคสะสมรวมกันประมาณ 5 จุด โดยหุ้นขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักต่อดัชนีและเตรียมขึ้นเครื่องหมายในรอบนี้ ได้แก่ TTB ซึ่งส่งผลกระทบสูงสุดที่ -0.63 จุด, SCB ส่งผลกระทบ -0.53 จุด, BDMS ส่งผลกระทบ -0.44 จุด, KBANK ส่งผลกระทบ -0.38 จุด, BBL ส่งผลกระทบ -0.30 จุด และ OR ส่งผลกระทบ -0.29 จุดตามลำดับ

เปิดโผกลุ่มอุตสาหกรรมรับอานิสงส์และกลยุทธ์การลงทุน จากสภาวะตลาดที่มีลักษณะปรับขึ้นลงและผันผวนสลับหน้าพอร์ตอย่างรวดเร็ว 

หรือที่เรียกว่า "Yo-Yo Market" 


ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่ากลยุทธ์การลงทุนที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือการคัดเลือกซื้อหุ้นรายตัวที่มีประเด็นบวกหรือตัวเร่งเฉพาะตัวเด่นชัด (Selective Buy) โดยแบ่งกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายออกเป็นสี่กลุ่มหลักที่มีความแข็งแกร่งและมีเกราะป้องกันความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่ดีเยี่ยม


กลุ่มแรกคือ กลุ่มบริษัทที่ได้รับคัดเลือกเข้าคำนวณในดัชนีมาตรฐานสากล เช่น Bloom Energy ซึ่งคาดว่าจะได้รับแรงหนุนระยะสั้นจากเม็ดเงินลงทุนของกองทุนประเภท Passive Fund ที่ต้องปรับพอร์ตตามดัชนีใหม่ 


ถัดมาคือ กลุ่มเทคโนโลยีและชิปเซมิคอนดักเตอร์ระดับสูงที่ได้อานิสงส์โดยตรงจากการฟื้นตัวของอุปสงค์อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ไอทีทั่วโลกและการเปิดตัวเทคโนโลยี GPT-6 Astra ของ OpenAI ซึ่งช่วยขับเคลื่อนให้ความต้องการชิปหน่วยความจำขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว 


กลุ่มที่สามคือ กลุ่มพลังงานทางเลือกและสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นปฐมภูมิ ซึ่งนอกจากจะได้รับปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของราคาถ่านหินตามอุปสงค์พลังงานช่วงปลายปีแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ที่ดีในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบโลกขยับสูงขึ้นตามทิศทางสงครามในตะวันออกกลาง 


และกลุ่มสุดท้ายคือ กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ส่งออกของไทย ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของการรับรู้รายได้ในไตรมาสที่สาม และมีแนวโน้มรายงานผลประกอบการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งสอดคล้องกับทิศทางการค้าและการส่งออกที่เติบโตเด่นของประเทศ


แนะนำหุ้นเด่นและทิศทางเทคนิคประจำวัน

 

• BE03: ได้รับจิตวิทยาเชิงบวกจากการเตรียมเข้าคำนวณในดัชนี S&P 500 อย่างเป็นทางการ และได้ประโยชน์จากความต้องการพลังงานสะอาดสำหรับใช้ใน Data Center สหรัฐฯ ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด


• MICRON80: รับอานิสงส์โดยตรงจากการฟื้นตัวของอัตราราคาชิปหน่วยความจำ (DRAM/NAND) ทั่วโลก หลังการเปิดตัว GPT-6 Astra ของ OpenAI เป็นตัวกระตุ้นตลาดฮาร์ดแวร์ไอทีระลอกใหม่


• BANPU: ได้อานิสงส์เชิงบวกจากการฟื้นตัวของราคาถ่านหินโลกเพื่อเตรียมความพร้อมรับความต้องการใช้พลังงานในช่วงฤดูหนาว และจัดเป็นหุ้นกลุ่มโภคภัณฑ์ที่มีระดับราคาที่น่าสนใจในการกระจายความเสี่ยง


• PTT: หุ้นปลอดภัยขนาดใหญ่ที่มีอัตราจ่ายปันผลสูงและระดับราคา laggard ตลาด ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์หลบภัยและจำกัดผลกระทบจากความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซและราคาน้ำมันดิบโลกขาขึ้น


• HANA: ได้รับแรงหนุนจากการเข้าสู่ช่วงฤดูกาลส่งออกสูงสุดในงวดไตรมาส 3 และได้ Sentiment เชิงบวกสนับสนุนเพิ่มเติมตามยอดขายที่เติบโตอย่างโดเด่นถึง +52% YoY ของบริษัทคู่ค้ารายใหญ่อย่าง Foxconn


ข่าวที่เกี่ยวข้อง