รีเซต

10 ประเด็นสำคัญ การระบาดของ "เชื้อไวรัสฮันตา" ย้ำไทยเสี่ยงต่ำ

10 ประเด็นสำคัญ การระบาดของ "เชื้อไวรัสฮันตา" ย้ำไทยเสี่ยงต่ำ
TNN ช่อง16
8 พฤษภาคม 2569 ( 10:24 )
12

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีสัตว์ฟันแทะ เช่น หนูนา หนูบ้าน เป็นพาหะหลัก ปัจจุบันประเทศไทยพบการติดเชื้อในระดับต่ำ และไม่มีการระบาดเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการป้องกันตนเองอย่างถูกต้อง

การติดต่อของไวรัสฮันตา

นายแพทย์มณเฑียร กล่าวว่า ไวรัสฮันตาสามารถแพร่สู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของหนู ได้แก่ ปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลาย โดยการติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุด คือ การสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนอุจจาระ ปัสสาวะ และน้ำลายของหนูที่มีเชื้อ 

รองลงมา คือ การสัมผัสเชื้อแล้วนำมือไปสัมผัสบริเวณจมูก ปาก หรือดวงตา และบางกรณีอาจติดเชื้อจากการถูกหนูกัดแต่โอกาสเกิดมีน้อย ขณะที่การติดต่อจากคนสู่คนพบได้น้อยมาก และจำกัดเฉพาะบางสายพันธุ์เท่านั้น เมื่อเชื้อไวรัสฮันตาเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 – 8 สัปดาห์

อาการไวรัสฮันตา

อาการเริ่มแรกจะคล้ายไข้หวัด มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ร่วมกับมีอาการของระบบทางเดินอาหาร (ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน) ต่อมาผู้ป่วยอาจพัฒนาเป็นอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ 

แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

อาการของโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 

1. กลุ่มอาการระบบทางเดินหายใจ (Hantavirus Cardiopulmonary Syndrome: HCPS) พบในแถบทวีปอเมริกา มีความรุนแรงสูง ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก มีภาวะน้ำท่วมปอด และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว 

2. กลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับภาวะไตวาย (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome: HFRS) พบในแถบทวีปยุโรปและเอเชีย ผู้ป่วยจะมีความดันโลหิตต่ำ การแข็งตัวของเลือดผิดปกติทำให้เลือดออกง่าย และมีภาวะไตวาย

ความรุนแรงของโรค

นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า ความรุนแรงของโรคขึ้นกับสายพันธุ์ของไวรัส โดยเฉพาะกลุ่มอาการที่มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ อาจมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 20 – 40 ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก น้ำท่วมปอด เกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้ 

โดยผู้ป่วยจะมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ซึ่งปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะหรือวัคซีนป้องกันโรคฮันตาไวรัส การรักษาจึงเป็นแบบประคับประคองตามอาการ เช่น การให้ออกซิเจน การใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือการฟอกไตในรายที่มีภาวะไตวาย 

ดังนั้น การเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วเมื่อมีอาการ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้ สำหรับประเทศไทยมีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากเคยพบผู้ป่วยเพียงรายเดียว สายพันธุ์ที่พบมีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ในทวีปอเมริกา และไม่พบการแพร่ระบาดในประเทศไทย

"10 ประเด็นสำคัญ จากการระบาดของเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) บนเรือสำราญในมหาสมุทรแอตแลนติก" อ้างอิงรายงานจาก Emerging Infections Subcommittee (ESCMID)

1. สถานการณ์การระบาด: 

เกิดขึ้นเป็นกลุ่มก้อนบนเรือสำราญ MV Hondius พบผู้ป่วยยืนยันและสงสัยรวม 7 ราย เสียชีวิตแล้ว 3 ราย และอีก 1 รายรักษาตัวในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ในประเทศแอฟริกาใต้

2. เชื้อที่สงสัย:

คือ Andes virus ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มักพบในอเมริกาใต้ เป็นสายพันธุ์หายากที่ "อาจแพร่จากคนสู่คนได้" ในบางกรณี

3. การติดต่อสู่คน:

เกิดจากการสูดดมละอองจากสิ่งขับถ่าย เช่น ปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายของสัตว์ฟันแทะที่ติดเชื้อ รวมถึงการสูดละอองฝุ่นปนเปื้อนในพื้นที่ปิด

4. การติดต่อจากคนสู่คน:

 WHO ระบุว่าอยู่ระหว่างการสอบสวนว่าเกิดจากการสัมผัสสิ่งแวดล้อมร่วมกัน หรือมีการติดต่อระหว่างผู้โดยสารที่ใกล้ชิดกัน

5. อาการของโรค:

ทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ (Hantavirus cardiopulmonary syndrome หรือ HPS) มีอาการไข้ ปอดบวมน้ำเฉียบพลัน และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว พบในกลุ่มไวรัสฮันตาแถบ New World

6. ระยะฟักตัว:

ประมาณ 1 - 8 สัปดาห์ หลังจากสัมผัสเชื้อ

7. ประวัติเสี่ยงของผู้ป่วยกลุ่มแรก:

คู่สามีภรรยาชาวดัตช์ที่เสียชีวิต 2 รายแรก มีประวัติเดินทางท่องเที่ยวในอเมริกาใต้ก่อนขึ้นเรือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบสายพันธุ์ Andes virus เป็นประจำ

8. ผู้โดยสารหลากหลายประเทศ:

บนเรือมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 147 คน จาก 23 สัญชาติ ต้องมีการประสานงานระหว่างประเทศตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ (IHR 2005)

9. การประเมินความเสี่ยง:

WHO ประเมินความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปอยู่ในระดับ "ต่ำ" เนื่องจากไม่สามารถติดต่อได้ง่ายเหมือนไข้หวัดใหญ่หรือ COVID-19 และยังไม่มีคำแนะนำให้จำกัดการเดินทาง

10. การรักษา:

ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาจำเพาะ เน้นการรักษาแบบประคับประคองใน ICU และการใช้เครื่องช่วยหายใจให้เร็วที่สุดเพื่อเพิ่มโอกาสการรอดชีวิต

คำแนะนำสำหรับประชาชนในการป้องกันโรคฮันตาไวรัส เน้นการลดการสัมผัสระหว่างคนและหนูเป็นหลัก ได้แก่ 

1. หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่อับอากาศหรือสถานที่ที่อาจมีหนูอาศัยอยู่ เช่น ห้องเก็บของหรืออาคารที่ปิดทิ้งไว้นาน 

2. หากจำเป็นต้องทำความสะอาดพื้นที่ที่สงสัยว่ามีหนู ควรหลีกเลี่ยงการกวาดหรือดูดฝุ่น เพราะจะทำให้เชื้อฟุ้งกระจาย ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น โซเดียมไฮโปคลอไรต์ (น้ำยาซักผ้าขาว) ฉีดพ่นให้เปียกก่อนเช็ดทำความสะอาด 

3. รักษาความสะอาดบ้านเรือนและสถานที่ทำงานไม่ให้เป็นแหล่งอาหาร และเพาะพันธุ์ของหนู อุดช่องโหว่ ปิดทางเข้าออกไม่ให้หนูเข้ามาในอาคาร และ 4. หมั่นล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอยู่เสมอ

 “แม้โรคฮันตาไวรัสในประเทศไทยจะยังมีความเสี่ยงต่ำ แต่การรู้เท่าทันและป้องกันตนเองอย่างเหมาะสม จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422”

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง