"ทองคำ" จม "น้ำมัน" สัญญาณ "Black Gold" รีเทิร์น "สงคราม" ยืด "สหรัฐฯ" อาจจะยวบ

ความผันผวนของสินทรัพย์ลงทุนทั่วโลกกำลังส่งสัญญาณว่า "สงครามอิหร่าน" อาจะยืดเยื้อต่อไปอีกสักระยะ ซึ่งยากเกินคาดการณ์ว่าจะจบลงอย่างไร และเมื่อไหร่ ที่สำคัญที่สุดคือจะจบลง "แบบไหน"
ท่ามกลางราคาทองคำที่กลับมาผันผวนรุนแรง ส่งผลให้ราคาทองคำโลกร่วงลงอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันพฤหัสที่ 19 มีนาคม 2569 ราคาทองโลกทรุดตัวลงมากกว่า 300 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ เข้าใกล้ระดับ 4,500 ดอลลาร์ ก่อนที่จะดีดกลับขึ้นมายืนใกล้ระดับ 4,700 ดอลลาร์ในช่วงเช้าวันที่ 20 มีนาคม 2569
ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกันกับดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 46,021.43 จุด ลดลง 203.72 จุด หรือ -0.44% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,606.49 จุด ลดลง 18.21 จุด หรือ -0.27% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,090.69 จุด ลดลง 61.73 จุด หรือ -0.28%
ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปปิดร่วงลงรุนแรงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 โดย STOXX 600 ปิดตลาดที่ระดับ 583.64 จุด ลดลง 14.29 จุด หรือ -2.39% CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 7,807.87 จุด ลดลง 162.01 จุด หรือ -2.03% DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 22,839.56 จุด ลดลง 662.69 จุด หรือ -2.82% และ FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,063.50 จุด ลดลง 241.79 จุด หรือ -2.35%
ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนเม.ย. ลดลง 18 เซนต์ หรือ 0.19% ปิดที่ 96.14 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 1.27 ดอลลาร์ หรือ 1.18% ปิดที่ 108.65 ดอลลาร์/บาร์เรล
ถ้านับเฉพาะช่วงเวลา 1 เดือนที่ผ่านมาก่อนที่จะเกิดสงคราม มาจนถึงช่วงที่เกิดสงคราม จะเห็นได้ว่าราคาน้ำมันเคลื่อนไหวโดดเด่นกว่าสินทรัพย์อื่นอย่างเห็นได้ชัด โดยราคาน้ำมันดิบ WTI บวกไปแล้วมากกว่า 42% ขณะที่หุ้นในตลาดสำคัญ ๆ ทั่วโลกดิ่งลงสวนทาง S&P500 ลดลงไป 3.78% FTSE ลดลงไป 5.55% ส่วนราคาทองคำลดลงไป 6.06%
สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนความกังวลที่ชัดเจนต่อสงครามอิหร่านในเรื่องของวิกฤตพลังงาน ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวพุ่งสูงขึ้นทันที และตามมาด้วยตวามผันผวน หลังสหรัฐฯส่งสัญญาณว่าอาจยกเลิกการคว่ำบาตรน้ำมันของอิหร่านที่ตกค้างอยู่บนเรือบรรทุกน้ำมัน และอาจระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ออกมาเพิ่มเติม
ความกังวลที่ตามมาทันทีหลังจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นคือ "เงินเฟ้อ" ซึ่งทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปีนี้ ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยเช่นกัน พร้อมชี้ว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในขณะนี้มีแนวโน้มสูงขึ้น อันเป็นผลมาจากสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน เช่นเดียวกันกับธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB และธนาคารกลางอังกฤษ หรือ BOE ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยเช่นกัน
และทุกอย่างดูจะเข้าทางน้ำมันดิบที่ครั้งหนึ่งเคยถูกขนานนามว่า "Black Gold" เพราะยิ่งถ้าสงครามยืดเยื้อออกไป จะสะท้อนภาพเงินเฟ้อที่ชัดเจนกว่านี้ อัตราดอกเบี้ยอาจจะพลิกกลับเป็นขาขึ้น และนั่นไม่ใช่สิ่งที่สนับสนุนราคาทองคำ และสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น
และภาพของสงครามก็มีทิศทางอย่างนั้นจริง ๆ หลังจากที่อิหร่านได้โจมตีนิคมอุตสาหกรรมราส ลัฟฟานของกาตาร์ ซึ่งเป็นโรงงานส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ใหญ่ที่สุดในโลก ส่งผลให้นิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ได้รับความเสียหายอย่างหนัก กระทบกาตาร์ให้ส่งออกก๊าซ LNG ลดลงทันที 17%
ซึ่งการการโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้อิสราเอลที่ทิ้งระเบิดโจมตีคลังเก็บก๊าซและน้ำมันในแหล่งเซาท์พาร์ส และอาซาลูเยห์ของอิหร่าน ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐขู่ว่าจะระเบิดทำลายพื้นที่ทั้งหมดของแหล่งก๊าซเซาท์พาร์สอย่างรุนแรงด้วยกำลังและอำนาจในระดับที่อิหร่านไม่เคยพบเห็นมาก่อน
เรื่องนี้ยืนยันได้ชัดเจนอีกครั้งจากฝ่ายหรัฐฯเอง หลังจากที่พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ยื่นของบประมาณต่อสภาคองเกรสในการทำสงครามอิหร่านสูงถึง 200,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 6.6 ล้านล้านบาท หลังจากโจมตีเป้าหมายมากกว่า 7,000 แห่งทั่วอิหร่าน และสหรัฐจะยกระดับปฏิบัติการทางทหารขึ้นอีก
ซึ่งถ้าพิจารณาถึงวันที่ 15 มีนาคม ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐต่ออิหร่าน ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ได้ใช้เงินไปแล้ว 12,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 4 แสนล้านบาท นั่นหมายความว่าถ้าสภาคองเกรสอนุมัติงบประมาณตามคำขอที่ 6.6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นมากกว่า 15 เท่าของงบประมาณที่ใช้ไป สงครารมอิหร่านถ้าไม่ยืดเยื้ออกไปมากกว่า 6 เดือน ก็จะเป็นสงครามที่รุนแรงมาก
และถ้าสภาคองเกรสอนุมัติงบประมาณดังกล่าวตามที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯร้องขอไป คนที่น่าจะประสบปัญหามากที่สุดก็น่าจะเป็นตัวของสหรัฐฯเอง เพราะถ้าเรามองความเป็นจริง เศรษฐกิจสหรัฐฯยังคงอยู่บนความเสี่ยง จากปริมาณหนี้สาธรณะที่เข้าใกล้ 40 ล้านล้านดอลลาร์แล้วในปัจจุบัน
ส่งผลให้งบประมาณของสหรัฐฯในปี 2569 อาจจะขาดดุลเพิ่มเติมอีกมหาศาล หลังจากที่งบประมาณของรัฐบาลกลางสหรัฐฯในปี 2568 มีรายจ่ายรวมกว่า 7 ล้านล้านดอลลาร์ ขาดดุลงบประมาณไปกว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ แค่ภาระดอกเบี้ยจากหนี้สาธารณะก็เกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี
และถ้าเกิดการเดินหน้าโจมตีแหล่งพลังงานในอิหร่านจริงตามคำกล่าวอ้าง ราคาพลังงานก็จะยิ่งพุ่งสูงไปอีก ปัญหาก็วนกลับมาที่เงินเฟ้อ และกลับไปสร้างแรงกกดดันต่อความเสี่ยงที่ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพิ่มภาระดอกเบี้ยจากหนี้เข้าไปอีก และถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นจริง "Stagflation" ที่สหรัฐฯยังไม่กังวล คงต้องกลับมาทบทวนกันใหม่ สุดท้ายคนที่เสียหายมากที่สุดก็คือสหรัฐฯเอง
แต่ถ้าวิเคราะห์ว่าหากการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯสำเร็จตามเป้าหมาย แต่แหล่งพลังงานต่าง ๆ ก็คงเสียหายไม่น้อย แล้วจะทำอย่างไรต่อไป อิหร่านจะยอมยกธงขาว ปล่อยให้สหรัฐฯเข้ามาฟื้นฟู และควบคุมแหล่งพลังงาน เปิดทางการส่งออก พลังงานทั่วโลกจะมั่นคงขึ้น ราคาพลังงานก็จะลดลงอย่างรุนแรง แต่มั่นใจได้แค่ไหนว่าทุกอย่างจะจบลงแบบนั้น
แต่ถ้าทุกอย่างกลับด้านสหรัฐฯเดินหน้าโจมตี อิหร่านตอบโต้ สร้างความเสียหายทั้งสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงพันธมิตรของสหรัฐฯในตะวันออกกลาง ทุกอย่างไม่จบลงง่าย ๆ งบประมาณด้านการทหารสูญเปล่า ฝันร้ายทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นทั่วโลก และคนที่จะได้รับบาดแผลมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นสหรัฐฯเอง
ตราบใดที่เรายังไม่สามารถคาดการณ์สถานการณ์ได้ น้ำมันดิบก็จะไหลท่วมทองคำ "Black Gold" จะฟื้นคืนชีพกลับมา และยิ่งมีการซื้อขายน้ำมันของอิหร่าน หรือรัสเซียด้วยสกุลเงิน "หยวน" ของจีนตามที่มีการนำเสนอออกมา สหรัฐฯก็จะเจ็บเป็น 2 เท่าทันที
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
