รีเซต

“เอลนีโญ” จ่อดัน อุณหภูมิโลกสูงทุบสถิติ ผลักโลกเผชิญอากาศสุดขั้วรุนแรง

“เอลนีโญ” จ่อดัน อุณหภูมิโลกสูงทุบสถิติ ผลักโลกเผชิญอากาศสุดขั้วรุนแรง
TNN ช่อง16
8 พฤษภาคม 2569 ( 10:30 )

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกคาดการณ์ ปรากฎการณ์ “เอลนีโญ” จะกลับมาในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยคาดว่าจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคมและอาจลากยาวไปจนถึงสิ้นปี โดยแบบจำลองสภาพอากาศจากสำนักอุตุนิยมวิทยาหลายแห่งระบุว่าอาจมีแนวโน้มรุนแรง และยังไม่แน่ชัดว่าจะถึงระดับ “ซูเปอร์เอลนีโญ” หรือไม่ 

 

ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” เป็นวัฏจักรธรรมชาติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำและกระแสลมเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก โดยลมค้าที่พัดพาน้ำอุ่นไปฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกอ่อนกำลังลง ทำให้กระแสน้ำอุ่นไหลย้อนกลับไปทางตะวันออกบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร เมื่อความร้อนจากน้ำทะเลถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศก็จะเปลี่ยนสมดุลของระบบภูมิอากาศโลก เกิดภัยแล้งรุนแรงในเอเชีย ออสเตรเลีย และแอฟริกาใต้ แต่ขณะเดียวกันบริเวณทวีปอเมริกาใต้กลับเผชิญกับฝนตกหนักผิดปกติและน้ำท่วมรุนแรง


ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” แบ่งระดับความรุนแรงโดยวัดจากอุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น 0.5-0.9 องศาเซลเซียส จะเกิดเอลนีโญระดับอ่อน หากอุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวน้ำทะเลสูงขึ้น 1.0-1.4 องศาเซลเซียส จะเกิดเอลนีโญระดับปานกลาง หากอุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวน้ำทะเลสูงขึ้น 1.5 องศาเซลเซียสขึ้นไปหมายถึงการเกิดเอลนีโญในระดับรุนแรง และหากอุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวน้ำทะเลสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสขึ้นไปจะถือว่าอยู่ในระดับ “ซูเปอร์เอลนีโญ” โดยที่ผ่านมาโลกเกิดปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญเพียง 3 ครั้งเท่านั้น ในปี 1982, 1997 และ 2015 ซึ่งทุกครั้งได้ทิ้งร่องรอยความเสียหายไว้ทั้งบนบกและทะเล คลื่นความร้อนทำลายแนวปะการัง ก่อให้เกิดการล้มตายของสัตว์ทะเลมหาศาล และทำให้รูปแบบของฝนเปลี่ยนแปลงยาวนานหลายปี 

 

ในอดีตเมื่อเกิดเอลนีโญ ธรรมชาติสามารถฟื้นตัวได้ในระยะเวลาไม่นาน แต่ในช่วงไม่กี่ศตวรรษที่ผ่านมา วิกฤตการเปลี่ยแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนก่อให้เกิดผลกระทบที่เลวร้ายกว่านั้น ในปี 2015 ปรากฏการณ์เอลนีโญมีส่วนสำคัญที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยโลกเพิ่มสูงขึ้นเกิด 1 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรมเป็นครั้งแรก และในปี 2024 เป็นปีที่โลกต้องเผชิญกับการทุบสถิติร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า แม้เอลนีโญจะเกิดขึ้นในระดับความรุนแรงเพียงแค่ปานกลาง ก็อาจดันให้อุณหภูมิเฉลี่ยโลกแตะ 1.7 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงเกิดกว่าเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสตามข้อตกลงปารีสในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม


การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกกำลังผลักให้โลกสูญเสียสมดุล และเสี่ยงเผชิญสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงผิดปกติ ทั้งภัยแล้งที่รุนแรง คลื่นความร้อนยาวนาน อากาศหนาวจัด น้ำท่วมฉับพลันรุนแรง พายุทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อมนุษย์รอบด้าน ทั้งภัยธรรมชาติ การผลัดถิ่นที่อยู่อาศัย ภาวะขาดแคลนน้ำและความมั่นคงด้านอาหาร รวมถึงเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับประเทศไปจนถึงระดับโลกได้ 

 

ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่แค่เพียงระยะสั้น แต่ยังสามารถผลักให้โลกเข้าสู่ “ความปกติใหม่” อย่างถาวร โดยรูปแบบฝนและอุณหภูมิในหลายพื้นที่ทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยไม่สามารถย้อนกลับได้ เนื่องจากภาวะโลกร้อนและปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังกลายเป็นวงจรที่เร่งความรุนแรง เนื่องจากภาวะโลกร้อนทำให้เอลนีโญรุนแรงขึ้น และเมื่อเอลนีโญรุนแรงขึ้นก็จะทำให้ระบบสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ซึ่งผลกระทบเหล่านี้ไม่ได้กระจายตัวอย่างเท่าเทียมกัน แต่กลับกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่มีความเปราะบาง และนำไปสู่วิกฤตที่อาจขยายวงกว้างได้เกินกว่าโลกจะคาดคิดได้

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง