"โมดี" พบ "เนทันยาฮู" ย้ำสัมพันธ์อินเดีย-อิสราเอล

◾️◾️◾️
🔴 เปิดกำหนดการเยือนของโมดี - เนทันยาฮูต้อนรับด้วยตนเอง
อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่คัดค้านการก่อตั้งรัฐอิสราเอลในปี 1948 และเป็นหนึ่งในประเทศนอกกลุ่มอาหรับที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายของอิสราเอลต่อชาวปาเลสไตน์อย่างรุนแรงที่สุดมานานหลายทศวรรษ อินเดียสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลในปี 1992 แต่ตั้งแต่ปี 2014 เมื่อโมดีขึ้นมาเป็นผู้นำ ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศก็เจริญรุ่งเรืองขึ้น
ผู้นำอินเดียมีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเบน กูเรียน ใกล้กรุงเทลอาวีฟ เวลา 12.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดย “เบนจามิน เนทันยาฮู” นายกรัฐมนตรีอิสราเอล จะเดินทางไปต้อนรับด้วยตนเอง เช่นเดียวกับการเยือนเมื่อปี 2017 ก่อนที่ผู้นำทั้งสองจะหารือร่วมกัน
ช่วงบ่าย โมดีจะกล่าวสุนทรพจน์ที่รัฐสภาอิสราเอล ณ กรุงเยรูซาเล็ม จากนั้นจะเดินทางกลับไปพักที่เทลอาวีฟ
เช้าวันที่ 26 กุมภาพันธ์ โมดีจะเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Yad Vashem) ก่อนเข้าพบประธานาธิบดีไอแซค เฮอร์ซ็อก ของอิสราเอล จากนั้นโมดีและเนทันยาฮูจะร่วมกำกับการลงนามข้อตกลงระหว่างสองประเทศ ก่อนที่ผู้นำอินเดียจะเดินทางกลับในช่วงบ่าย
เจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายระบุว่า การเยือนครั้งนี้มีเป้าหมายกระชับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งด้านเศรษฐกิจและกลาโหม โดยเฉพาะเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ ความมั่นคงทางไซเบอร์ และควอนตัม
เมื่อเดือนกันยายน 2025 ทั้งสองประเทศได้ลงนามสนธิสัญญาการลงทุนฉบับใหม่ แทนที่ฉบับปี 1996 เพื่อสร้าง “ความแน่นอนและความคุ้มครอง” แก่นักลงทุน และกำลังผลักดันข้อตกลงการค้าเสรีในอนาคต
◾️◾️◾️
🔴 ส่องพัฒนาการความสัมพันธ์อินเดีย-อิสราเอล
ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและอิสราเอลพัฒนาขึ้นมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ในช่วงที่ยังอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ อินเดียสนับสนุนการต่อสู้เพื่อเอกราชของปาเลสไตน์อย่างชัดเจน
ในปี 1917 สหราชอาณาจักรได้ลงนามในปฏิญญาบัลฟอร์ ซึ่งให้คำมั่นสัญญากับชาวยิวที่ถูกขับไล่ออกจากยุโรปเนื่องจากการกดขี่ของ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ว่าจะได้รับบ้านเกิดในดินแดนภายใต้การปกครองของอังกฤษในปาเลสไตน์ การกระทำนี้ถูกต่อต้านจากหลายประเทศ รวมถึงอินเดีย ซึ่งกำลังต่อสู้กับการล่าอาณานิคมของอังกฤษในขณะนั้น
“มหาตมะ คานธี” เคยเขียนไว้ในปี 1938 ว่า “ปาเลสไตน์เป็นของชาวอาหรับ เช่นเดียวกับที่อังกฤษเป็นของชาวอังกฤษ หรือฝรั่งเศสเป็นของชาวฝรั่งเศส”
แม้อินเดียรับรองรัฐอิสราเอลในปี 1950 แต่ต้องรอถึงปี 1992 จึงสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้น ความร่วมมือทางเศรษฐกิจค่อย ๆ เติบโต
ภายใต้การนำของโมดี ความสัมพันธ์ได้ยกระดับอย่างชัดเจน ปัจจุบัน อินเดียเป็นคู่ค้าใหญ่เป็นอันดับสองของอิสราเอลในเอเชีย รองจากจีน มูลค่าการค้าระหว่างกันเพิ่มจาก 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6,215 ล้านบาทในปี 1992 เป็น 6,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 2.02 แสนล้านบาทในปี 2024
สินค้าส่งออกหลักของอินเดียไปยังอิสราเอล ได้แก่ ไข่มุก อัญมณี ดีเซลสำหรับยานยนต์ สารเคมี เครื่องจักร และอุปกรณ์ไฟฟ้า ส่วนสินค้านำเข้า ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียม เครื่องจักรเคมี และอุปกรณ์ขนส่ง
อินเดียยังกลายเป็นลูกค้ารายใหญ่ด้านอาวุธของอิสราเอล จากรายงานของ Al Jazeera ในปี 2024 ระหว่างสงครามในฉนวนกาซา บริษัทอาวุธของอินเดียได้จัดส่งจรวดและวัตถุระเบิดให้อิสราเอล
นักวิเคราะห์บางรายมองว่า ความใกล้ชิดนี้สะท้อนการบรรจบกันทางอุดมการณ์ โดยพรรคภารติยะชนตะ (BJP) ของโมดี ซึ่งมีแนวคิดชาตินิยมฮินดู มองอินเดียเป็นมาตุภูมิของชาวฮินดู สอดคล้องกับภาพลักษณ์อิสราเอลในฐานะรัฐยิว ทั้งสองประเทศยังเน้นย้ำภัยคุกคามจาก “การก่อการร้ายอิสลาม” ซึ่งนักวิจารณ์บางส่วนเห็นว่าเป็นกรอบวาทกรรมที่นำไปสู่แนวนโยบายที่จำกัดเสรีภาพมากขึ้น
◾️◾️◾️
🔴 ทำไมการเยือนครั้งนี้จึงสำคัญ?
การเยือนอิสราเอลของผู้นำอินเดียครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ซับซ้อน แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะดีขึ้นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่การเดินทางของโมดีเกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่อินเดียเข้าร่วมกับกว่า 100 ประเทศในการประณามการขยายอำนาจของอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง อินเดียลงนามในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ซึ่งช้ากว่าประเทศส่วนใหญ่หนึ่งวัน หลังจากที่ในตอนแรกดูเหมือนจะลังเล
ขณะเดียวกัน เนทันยาฮูประกาศแนวคิดจัดตั้งพันธมิตรระดับภูมิภาคที่เรียกว่า “พันธมิตรหกเหลี่ยม” (hexagon alliance) เพื่อต่อต้านประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวสุหนี่และชีอะห์ที่ "หัวรุนแรง" ซึ่งเขาระบุว่าอาจรวมถึงอิสราเอล อินเดีย กรีซ และไซปรัส แม้ยังไม่มีประเทศใดยืนยันอย่างเป็นทางการ
นักวิเคราะห์บางรายเห็นว่า การเดินทางของโมดีอาจถูกตีความว่าเป็นการส่งสัญญาณสนับสนุนนโยบายของอิสราเอล โดยเฉพาะในช่วงที่เนทันยาฮูเผชิญแรงกดดันระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ การเยือนยังเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ อินเดียมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่าน และเคยลงนามข้อตกลงพัฒนาท่าเรือชาบาฮาร์ในปี 2016 แต่หลังสหรัฐฯ เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน มีรายงานว่าอินเดียลดบทบาทลง
ในเดือนมิถุนายน 2025 อินเดียไม่ได้เข้าร่วมการประณามการโจมตีอิหร่านของอิสราเอลในช่วงสงคราม 12 วันระหว่างอิหร่านและอิสราเอลขององค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) แต่อินเดียได้เข้าร่วมการประณามการโจมตีอิหร่านของอิสราเอลและสหรัฐฯ ในภายหลังโดยกลุ่ม BRICS
สถานการณ์ในภูมิภาคยังเชื่อมโยงกับท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่เพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่านเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ และไม่ตัดความเป็นไปได้ของการโจมตีแบบจำกัดวง หากการเจรจาล้มเหลว ด้านอิหร่านกล่าวว่ากำลังหาทางออกทางการทูต แต่จะปกป้องตนเองหากสหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการทางทหาร
นักวิเคราะห์ชี้ว่า หากเกิดการเผชิญหน้าทางทหาร อิสราเอลอาจอยู่แนวหน้าของความขัดแย้ง ซึ่งทำให้การเยือนของโมดีครั้งนี้มีมิติทางยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งกว่าความร่วมมือทวิภาคีทั่วไป และอาจส่งแรงสะเทือนต่อดุลอำนาจในภูมิภาคในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
