รีเซต

การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ... กระแสใหม่ที่มาแรงของจีน ( ตอน 2)

การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ... กระแสใหม่ที่มาแรงของจีน ( ตอน 2)
TNN ช่อง16
31 มกราคม 2569 ( 09:55 )
11

ในช่วงหลายปีหลัง ผมรู้สึกประทับใจแทบทุกครั้งที่เดินทางไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ของจีน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบก่อสร้าง และการนำเสนอของพิพิธภัณฑ์และสถานที่ท่องเที่ยวอื่นที่บูรณาการและเชื่อมโยงองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

โดยจีนมีจุดแข็งมากมายและสามารถนำเสนอประสบการณ์แบบองค์รวมผ่านการพัฒนาพื้นที่ชนบท มรดกที่จับต้องไม่ได้ (อาทิ การอนุรักษ์และจัดแสดงศิลปะ งานฝีมือ และเทศกาลสำคัญ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมและกิจกรรมพิเศษ) และแพลตฟอร์มและอุปกรณ์ดิจิตัล (อาทิ จอแอลอีดีแบบสัมผัส ความจริงเสมือน (VR) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมทั้งการขับเคลื่อนด้วยเนื้อหาออนไลน์)

ประวัติศาสตร์กว่า 5,000 ปีของจีนเองก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้จีนมีแหล่งมรดกโลกและจุดหมายปลายทางทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมยอดนิยมมากมาย อาทิ พระราชวังต้องห้ามที่ปักกิ่ง นักรบดินเผาที่ซีอาน (Xi’An) เมืองเอกของมณฑลซานซี และถ้ำโมเกา (Mogao Cave) ที่ตุนหวง (Dunhuang) มณฑลกานซู ที่เต็มไปด้วยพุทธศิลป์ล้ำค่าอายุกว่า 1,000 ปีจำนวนมาก 

รวมทั้งยังสร้าง “เรื่องราว” ผ่านแคมเปญ “การท่องเที่ยวสีแดง” (Red Tourism) ซึ่งนำไปสู่สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย อาทิ เหยียนอัน (Yan'an) มณฑลซานซี และจุนอี้ (Zunyi) มณฑลกุ้ยโจว ส่งผลให้เยาวชนชาวจีนนิยมไปตามรอยการเดินทางไกลของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและกองทัพปลดแอกประชาชนจีน

แนวโน้มนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงการยอมรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกับคุณค่าร่วมสมัยของมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ และความสำเร็จในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมดังกล่าว แต่ยังรวมถึงบทบาทของการท่องเที่ยวในการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมดังกล่าวจากรุ่นสู่รุ่น

นอกจากเทศกาลสำคัญมากมายที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนและเทศให้ไปเยือนแล้ว หลายเมืองยังจัดกิจกรรมสุดพิเศษเพื่อกระตุ้นและรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวเหล่านั้น

ยกตัวอย่างเช่น ในเขตจิงเสียน (Jingxian) เมืองซวนเฉิง (Xuancheng) มณฑลอานฮุย ซึ่งมีชื่อเสียงในฐานะเมืองกระดาษซวน (Xuan Paper Town) นับแต่ราชวงศ์ถัง (Tang) ที่หยั่งรากลึกในมรดกทางวัฒนธรรมที่ยั่งยืนของ “กระดาษอายุกว่า 1,500 ปี” ที่เป็นผลมาจากสภาพอากาศท้องถิ่นที่มีลักษณะพิเศษ คุณภาพน้ำ และวัตถุดิบที่มีคุณสมบัติเฉพาะ อาทิ เปลือกไม้จันทร์สีน้ำเงินและฟางข้าว

ด้วยคุณสมบัติสุดพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความทนทานที่เก็บได้นาน ไม่เปลี่ยนสี และต้านทานการกัดกินของแมลง รวมทั้งพื้นผิวที่นุ่มและละเอียดจากวัสดุธรรมชาติ ในปี 2006 เทคนิคการผลิตกระดาษดังกล่าวได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้แห่งชาติของจีน และต่อมาก็ได้รับการบันทึกในรายชื่อตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติของยูเนสโก้ในปี 2009 

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ กระดาษแผ่นเดียวสามารถสนับสนุนการเรียนรู้จากประสบการณ์และนวัตกรรมทางประวัติศาสตร์ได้ โดยเมืองนี้ได้สร้างระบบนิเวศเชิงพาณิชย์ที่หลากหลาย และขยายห่วงโซ่แห่งคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง 

เมืองนี้จัดให้มีสถานที่และโปรแกรมท่องเที่ยวเพื่อการสั่งสมประสบการณ์มากมายให้เลือก ท่านผู้อ่านที่ผ่านไปเมืองนี้ไม่ควรพลาดไปส่องพิพิธภัณฑ์กระดาษซวนเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และงานฝีมือที่ทรงคุณค่า และเข้าร่วมเวิร์กช้อปทำพู่กันและกระดาษทำมือด้วยตนเองตั้งแต่การเก็บเกี่ยววัตถุดิบไปจนถึงการอบแห้ง รวมถึงการเขียนอักษรและวาดภาพบนกระดาษซวน

หรือแม้กระทั่งการรับประทานอาหารเย็นเคล้าประวัติศาสตร์ของกระดาษซวน รวมทั้งการหาซื้อกระดาษคุณภาพดีจากแบรนด์ดังท้องถิ่นไปเป็นของที่ระลึก อาทิ กระดาษเรดสตาร์ซวน ซึ่งเป็นผู้ผลิตที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเมืองนี้ 

ในปี 2024 เมืองนี้มีนักมท่องเที่ยวไปเยือนมากกว่า 400,000 คน สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจทางตรงราว 20 ล้านหยวน บวกกับรายได้จากการบริโภคทางอ้อมคิดเป็น 40% ของรายได้โดยรวม ซึ่งก่อให้เกิดรูปแบบธุรกิจที่ดีและยั่งยืน 

ทำนองเดียวกัน ท่านผู้อ่านสามารถไปสัมผัสและสั่มประสบการณ์ตรงได้ในอีกหลายเมืองโบราณของจีน อาทิ จิ่งเต๋อเจิ้น (Jingdezhen) เมืองแห่งเซรามิก ตอนเหนือของมณฑลเจียงซี ที่ท่านสามารถไปชื่นชมสถาปัตยกรรมที่ตกแต่งด้วยเซรามิก สั่งสมประสบการณ์การผลิตเซรามิก และช้อปปิ้งเซรามิกคุณภาพดีที่หลากหลายประเภท รูปแบบ และการออกแบบ

ขณะเดียวกัน จางโจว (Zhangzhou) ในมณฑลฝูเจี้ยน ด้านซีกตะวันออกเฉียงใต้ของจีน ก็เป็นเมืองโบราณที่อนุรักษ์สถาปัตยกรรมดั้งเดิมของจีนไว้ทั่วเมือง ขณะที่อู่วเจิ้น (Wuzhen) และซีถัง (Xitang) เมืองน้ำในมณฑลเจ้อเจียง ด้านซีกตะวันออกของจีน ก็เป็นจุดหมายปลายทางที่ท่านสามารถดื่มด่ำไปกับวิวทิวทัศน์สุดคลาสสิกของสะพานและลำธารน้ำที่ไหลเวียนตลอด แถมยังได้สัมผัสกับประสบการณ์จริงกับการย้อมครามแบบดั้งเดิมและเทคนิคการต้มเบียร์แบบโบราณ 

และเมื่อกล่าวถึงนวัตกรรมที่ล้ำสมัยก็มีประเด็นที่น่าสนใจหลายประการตามมา จุดนี้ต้องขอชื่นชมจีนที่นำเอา “จุดแข็ง” ที่ตนเองมีอยู่มาต่อยอดได้อย่างยอดเยี่ยม 

ผลจากพัฒนาการด้านเทคโนโลยีที่รวดเร็วในช่วงหลายปีหลัง ทำให้จีนได้รับประโยชน์อย่างมากจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเป็นจำนวนมากที่สุดในโลก และช่วยยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจีนได้เป็นอันมาก

ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายเมืองได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายผ่านแนวทางที่เป็นนวัตกรรม จุดประกายกระแสความกระตือรือร้นทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวในเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยเปลี่ยนจากการเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวที่ดาษๆ ไปสู่ประสบการณ์ที่ผสมผสานประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเข้ากับนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและความริเริ่มสร้างสรรค์ในการนำเสนอ 

ด้วยความได้เปรียบด้านนวัตกรรมที่จีนมีอยู่ จีนจึงน่ามุ่งเน้นให้เทคโนโลยีเป็นศูนย์กลางการพัฒนาการท่องเที่ยวในระดับที่สูงขึ้น เราจึงเห็นจีนนำเอาเทคโนโลยีล้ำสมัยมาประยุกต์ใช้กับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเพิ่มขึ้นอย่างหลากหลาย อาทิ โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกของเมืองอัจฉริยะช่วยเพิ่มประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่ดื่มด่ำและประสิทธิภาพที่ดีในการท่องเที่ยว

จีนยังให้ความสำคัญกับการอัพเกรดเทคโนโลยีเหล่านี้ ปรับแต่งกลยุทธ์การจัดการให้เป็นไปอย่างรอบคอบ และนำเสนอความแตกต่างที่ชัดเจนของแต่ละสถานที่ท่องเที่ยว โดยสร้างสมดุลระหว่างความก้าวหน้ากับความรับผิดชอบต่อระนนนิเวศและความต้องการที่แท้จริงของนักท่องเที่ยว 

อ่านต่อตอนหน้าครับ ...

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง