รีเซต

"พลาสติกแพง" ลามทั้งระบบ อาหาร-เครื่องดื่มขึ้นราคา

"พลาสติกแพง" ลามทั้งระบบ อาหาร-เครื่องดื่มขึ้นราคา
TNN ช่อง16
17 เมษายน 2569 ( 14:00 )
13

วิกฤตตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อกำลังส่งแรงกระแทกมาถึงเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ “ต้นทุนปิโตรเคมี” ที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้ราคาเม็ดพลาสติกปรับตัวสูงขึ้นและเริ่มเกิดภาวะตึงตัวในบางสินค้า กระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ อาหาร และเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นสินค้าใกล้ตัวประชาชน

ข้อมูลจาก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า ราคาเม็ดพลาสติกปรับขึ้นถึง 50–70% ตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ส่งผลให้ต้นทุนบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นทันที และเริ่มส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในวงกว้าง

สถานการณ์ล่าสุดเริ่มเข้าสู่ภาวะ “ซัพพลายตึงตัว” โรงงานบางแห่งต้องลดกำลังการผลิตลงราว 25–30% เพื่อบริหารวัตถุดิบ ขณะที่ต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นถึง 30–50% จากแรงกดดันด้านพลังงานและค่าขนส่ง แม้ภาพรวมยังไม่ถึงขั้นขาดแคลนทั้งระบบ แต่เริ่มมีสัญญาณของการขาดช่วงในเม็ดพลาสติกบางประเภท เช่น PP ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของบรรจุภัณฑ์

ในเชิงโครงสร้าง ไทยยังพึ่งพาวัตถุดิบปิโตรเคมีจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง ทำให้เมื่อเกิดปัญหาในภูมิภาคดังกล่าว ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นพร้อมกันทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นราคาวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย ส่งผลกระทบตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ

ผลกระทบเริ่มสะท้อนชัดในภาคสินค้าอุปโภคบริโภค ผู้ผลิตหลายรายทยอยปรับราคาสินค้า หรือใช้วิธีลดขนาดบรรจุภัณฑ์ (shrinkflation) เพื่อรักษาระดับกำไร โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกเป็นหลัก

กรณีของผู้ประกอบการบางรายสะท้อนสถานการณ์ได้อย่างชัดเจน เมื่อพบว่าต้นทุนบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นถึง 40% จากปัญหาซัพพลายที่ไม่เพียงพอ จนต้องยกเลิกคำสั่งซื้อเดิมและสั่งใหม่ในราคาที่สูงขึ้น ซึ่งสะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ “ราคาแพง” แต่เริ่มลุกลามไปสู่ “ของขาด” ในห่วงโซ่การผลิต

ขณะเดียวกัน ตลาดน้ำดื่มในประเทศก็เริ่มรับแรงกระแทกเช่นกัน มีรายงานว่าราคาน้ำดื่มบรรจุขวดในต่างจังหวัดปรับขึ้นถึง 4 ครั้งภายในเดือนเดียว จนราคาขายปลีกขยับขึ้นถึง 20 บาทต่อแพ็ก สะท้อนแรงส่งต้นทุนจากบรรจุภัณฑ์และโลจิสติกส์ที่ไปถึงผู้บริโภคโดยตรง

หน่วยงานด้านเศรษฐกิจประเมินตรงกันว่า ไทยกำลังเข้าสู่ภาวะ “เงินเฟ้อจากต้นทุน” หรือ Cost-Push Inflation โดย สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ระบุว่า สินค้าอุปโภคบริโภคเริ่มทยอยปรับราคาขึ้นเป็นวงกว้าง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสินค้าจำเป็นปรับขึ้น 0–5% กลุ่มสินค้าบางประเภทปรับขึ้น 5–10% และกลุ่มสินค้าแปรรูปบางชนิดมีโอกาสปรับขึ้นมากกว่า 10% จากแรงกดดันต้นทุนหลายด้าน



สอดคล้องกับมุมมองของ KResearch ที่มองว่า ราคาพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นกำลังเป็นตัวเร่งให้ต้นทุนสินค้าอาหารปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ Krungsri Research ระบุว่า ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มใช้วิธีทยอยปรับราคา หรือปรับลดปริมาณสินค้าแทนการขึ้นราคาเต็มรูปแบบ

แรงกดดันดังกล่าวทำให้ภาครัฐต้องออกมาตรการควบคุมราคาอย่างเร่งด่วน โดย คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ได้ประกาศเพิ่ม “สินค้าควบคุม” อีก 3 รายการ ได้แก่ ซอสปรุงรส น้ำดื่มบรรจุขวด และเม็ดพลาสติก มีผลบังคับใช้เป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

มาตรการดังกล่าวกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องรายงานข้อมูลราคาซื้อ ราคาขาย ปริมาณการผลิต และสต๊อกคงเหลือทุกสัปดาห์ เพื่อให้รัฐสามารถติดตามต้นทุนได้อย่างใกล้ชิด และป้องกันการขึ้นราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง

ในระยะยาว รัฐบาลยังพยายามแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยตั้งคณะทำงานร่วม 4 กระทรวง เพื่อบริหารจัดการเม็ดพลาสติกทั้งระบบ และเร่งผลักดันการรีไซเคิลพลาสติก หลังพบว่า ไทยมีขยะพลาสติกประมาณ 2.7 ล้านตันต่อปี แต่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้เพียง 25% เท่านั้น ซึ่งยังมีช่องว่างอีกมากในการเพิ่มซัพพลายในประเทศ

แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่า การแก้ปัญหาในรอบนี้ไม่ใช่แค่การ “คุมราคา” ระยะสั้น แต่เป็นการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า และเพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบในระยะยาว

ภาพรวมทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า วิกฤตต้นทุนจากพลังงานและเม็ดพลาสติกในรอบนี้ กำลังลามทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ และสุดท้ายกำลังส่งผ่านมายัง “ค่าครองชีพของประชาชน” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ การปรับขึ้นราคาสินค้าอาจกลายเป็นปรากฏการณ์ในวงกว้าง และเป็นอีกแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง