รีเซต

ค่าไฟเมษายน 2569 ยัง 3.88 บาท จับตา Ft ดันบิลพุ่งงวดหน้า

ค่าไฟเมษายน 2569 ยัง 3.88 บาท จับตา Ft ดันบิลพุ่งงวดหน้า
TNN ช่อง16
30 มีนาคม 2569 ( 13:00 )
9

ค่าไฟเมษายน 2569 ยังอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย แต่สัญญาณงวดหน้าชัดว่ามีแรงกดดันเพิ่ม

ค่าไฟฟ้างวดเดือนมกราคมถึงเมษายน 2569 ยังเก็บในอัตราเฉลี่ย 3.88 บาทต่อหน่วย โดยค่า Ft อยู่ที่ 9.72 สตางค์ต่อหน่วย ตามมติ กกพ. ที่ประกาศไว้ตั้งแต่ปลายปี 2568 อัตรานี้เกิดขึ้นจากการคำนวณต้นทุนล่วงหน้าในช่วงที่สมมติฐานราคาก๊าซนำเข้ายังไม่เร่งตัวแรงเหมือนที่เห็นในเดือนมีนาคม 2569 ดังนั้นบิลค่าไฟเดือนเมษายนจึงยังไม่กระโดดขึ้นทันที แต่แรงกดดันได้ไหลไปรออยู่ในงวดถัดไปแล้ว 

โครงสร้างค่าไฟของไทยแยกได้เป็น 4 ส่วน คือ ค่าไฟฟ้าฐาน ค่า Ft ค่าบริการรายเดือน และภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยค่าไฟฟ้าฐานเป็นต้นทุนระบบที่กำหนดล่วงหน้า ส่วน Ft เป็นส่วนที่เปลี่ยนตามต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าซื้อไฟฟ้า และภาระตามนโยบายรัฐ ซึ่งจะทบทวนทุก 4 เดือน หากต้นทุนเชื้อเพลิงจริงสูงกว่าที่ใส่ไว้ในค่าไฟฐาน Ft ก็จะเป็นบวกและดันค่าไฟขึ้น หากต้นทุนต่ำลง Ft ก็มีโอกาสลดลงได้ 

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ค่า Ft เปลี่ยนจากตัวช่วยกดบิล มาเป็นตัวรับแรงกระแทกต้นทุนพลังงาน

หากย้อนดูภาพยาวตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา จะเห็นว่าช่วงแรกของทศวรรษนี้ไทยยังอยู่ในรอบค่าไฟค่อนข้างต่ำ เอกสารของ กกพ. แสดงว่า มกราคม–เมษายน 2560 ค่า Ft อยู่ที่ -37.29 สตางค์ต่อหน่วย พฤษภาคม–สิงหาคม 2560 อยู่ที่ -24.77 สตางค์ และกันยายน–ธันวาคม 2560 อยู่ที่ -15.90 สตางค์ สะท้อนว่าต้นทุนเชื้อเพลิงในเวลานั้นยังไม่กดดันระบบมากนัก โดยเฉพาะเมื่อก๊าซในประเทศยังมีบทบาทสูงและตลาดพลังงานโลกยังไม่ตึงเหมือนในระยะหลัง 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2564 ต่อเนื่องเข้าสู่ปี 2565 เมื่อราคาพลังงานโลกพุ่งจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งปริมาณก๊าซในประเทศที่ลดลง การพึ่งพา LNG มากขึ้น และวิกฤตราคาพลังงานโลกหลังสงครามรัสเซีย–ยูเครน กกพ. อธิบายไว้ชัดว่าไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า และเมื่อต้องนำเข้า LNG มากขึ้น ต้นทุนก็ขยับตามตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ในงวด มกราคม–เมษายน 2566 ค่า Ft ของบ้านอยู่อาศัยอยู่ที่ 93.43 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟเฉลี่ยสำหรับบ้านอยู่อาศัยขึ้นไปอยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย ขณะที่เอกสารชี้แจงของ กกพ. ระบุด้วยว่า กฟผ. ต้องทยอยรับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงแทนผู้ใช้ไฟจำนวนมากเพื่อไม่ให้ค่าไฟขึ้นแรงในคราวเดียว 

หลังจากนั้นในช่วงปี 2567 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2569 ค่าไฟเริ่มลดลงจากจุดสูงสุด เพราะราคาพลังงานโลกผ่อนลงบางช่วง และมีการบริหารภาระคงค้างแบบทยอยเก็บคืน ไม่ผลักภาระทั้งหมดเข้ามาในงวดเดียว ตัวอย่างเช่น กกพ. เคยกำหนดค่าไฟงวดกันยายน–ธันวาคม 2566 ไว้ที่ 3.99 บาทต่อหน่วย ภายใต้กรอบราคาก๊าซที่รัฐเข้ามาช่วยประคอง และงวดมกราคม–เมษายน 2569 ลดลงมาอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย 

ต้นทุนไฟไทยผูกกับก๊าซอย่างมาก และก๊าซที่แพงที่สุดคือตัวที่ไทยต้องนำเข้าเพิ่ม

เหตุผลที่ค่า Ft รอบนี้อ่อนไหวมาก อยู่ที่โครงสร้างเชื้อเพลิงของระบบไฟฟ้าไทย กระทรวงพลังงานรายงานว่าในช่วง ตุลาคม 2566 ถึงกันยายน 2567 สัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 59.7% และในปีงบประมาณถัดมาก็ยังอยู่แถว 56% นั่นหมายความว่าไฟฟ้าไทยยังขึ้นอยู่กับราคาก๊าซเป็นหลัก ไม่ใช่น้ำมัน 

ในด้านต้นทุนก๊าซ เอกสารประกอบการรับฟังความคิดเห็นของ กกพ. ระบุว่าโครงสร้างราคาก๊าซเฉลี่ยหรือ Pool Gas ที่ใช้กับภาคไฟฟ้า แยกเป็น ก๊าซอ่าวไทย 198.49 บาทต่อหนึ่งล้านบีทียู ก๊าซนำเข้าจากเมียนมา 351.84 บาท และ LNG นำเข้า 429.80 บาท ทำให้ราคาเฉลี่ยทั้งระบบอยู่ที่ 303.75 บาทต่อหนึ่งล้านบีทียู ภาพนี้ชี้ชัดว่า LNG เป็นต้นทุนที่แพงกว่าก๊าซอ่าวไทยมาก และเมื่อใดที่ระบบต้องพึ่ง LNG มากขึ้น ค่าไฟก็มีแรงกดดันตามไปด้วย 

กกพ. ยังระบุเพิ่มว่า งวดพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 ต้องคำนวณบนฐานที่ต้นทุน LNG Spot เพิ่มจาก 11.6 ดอลลาร์ต่อหนึ่งล้านบีทียู ในงวดก่อน มาเป็น 18.8 ดอลลาร์ต่อหนึ่งล้านบีทียู พร้อมกับความต้องการใช้ไฟที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อน จึงทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงล่วงหน้าหรือ FAC ขยับขึ้นจาก 2.97 สตางค์ต่อหน่วย เป็น 29.66 สตางค์ต่อหน่วย ต่างกัน 26.69 สตางค์ต่อหน่วย ภายในรอบเดียว 

รอบนี้ LNG กระทบค่าไฟแรงกว่าน้ำมัน เพราะโรงไฟฟ้าไทยใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงหลัก

ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ตลาด LNG โลกถูกกดดันจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง Reuters รายงานว่าความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานก๊าซของกาตาร์ทำให้กำลังส่งออก LNG ของประเทศลดลงบางส่วน และ QatarEnergy ต้องประกาศภาวะบังคับสุดวิสัยต่อสัญญาบางรายการ ขณะเดียวกันราคา LNG ในเอเชียและยุโรปเร่งขึ้นชัดเจน โดยรายงานหลายชิ้นระบุว่าตลาดเอเชียขยับจากระดับราว 10 ดอลลาร์ต่อหนึ่งล้านบีทียูในเดือนมกราคม ไปแตะช่วงกลางถึงปลายวัยรุ่นดอลลาร์ในเดือนมีนาคม และยังมีโอกาสสูงกว่านี้หากสถานการณ์ยืดเยื้อ 

ส่วนน้ำมันดิบก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่ผลต่อค่าไฟไทยตรง ๆ น้อยกว่า เพราะระบบผลิตไฟของไทยไม่ได้ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงหลักในสัดส่วนสูงเหมือนก๊าซ กกพ. อธิบายไว้ว่าแรงกดดันรอบนี้มาจากทั้ง LNG Spot ราคาสูงขึ้น ความต้องการใช้ไฟหน้าร้อน แหล่งผลิตไฟต้นทุนต่ำลดลง และความไม่แน่นอนของค่าเงิน มากกว่าการใช้น้ำมันโดยตรง น้ำมันจึงมีผลต่อเศรษฐกิจภาพรวม ค่าขนส่ง และเงินเฟ้อ มากกว่าจะไปดันต้นทุนไฟฟ้าแบบชนิดเดียวกับ LNG 

สิ่งที่คนใช้ไฟต้องจับตา คือ กกพ. จะเลือกให้ใครรับภาระต้นทุน

เอกสารรับฟังความคิดเห็นของ กกพ. สำหรับงวด พฤษภาคม–สิงหาคม 2569 เสนอไว้ 3 กรณีชัดเจน กรณีแรก หากเก็บตามผลคำนวณเต็มสูตรรวมการคืนภาระคงค้างของ กฟผ. ทั้งหมด ค่า Ft จะอยู่ที่ 80.60 สตางค์ต่อหน่วย และค่าไฟเฉลี่ยจะขึ้นเป็น 4.59 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มจากงวดปัจจุบันราว 18% 

กรณีที่สอง หากเก็บเฉพาะต้นทุนประจำงวดและให้ กฟผ. รับภาระ AF คงค้างต่อไป ค่า Ft จะอยู่ที่ 29.66 สตางค์ต่อหน่วย ค่าไฟเฉลี่ยจะเป็น 4.08 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้นราว 5% จากงวดปัจจุบัน 

กรณีที่สาม ซึ่งเป็นทางเลือกที่เบาสุด คือเก็บตามต้นทุนประจำงวด แต่ใช้เงิน Claw back ประมาณ 9,472 ล้านบาท มาช่วยลดภาระ ทำให้ค่า Ft เหลือ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย และค่าไฟเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้นราว 2% จากงวดปัจจุบัน 

บิลครัวเรือนจะเพิ่มเท่าไร ขึ้นอยู่กับระดับการใช้ไฟจริง

กกพ. คำนวณผลกระทบต่อบ้านอยู่อาศัยไว้ค่อนข้างชัด หากอิงตัวอย่างการใช้ไฟ 100 หน่วยต่อเดือน บิลปัจจุบันอยู่ที่ 350.97 บาท หากเป็นกรณีแพงสุดจะเพิ่มเป็น 421.85 บาท หรือเพิ่ม 70.88 บาท ถ้าเป็นกรณีกลางจะขึ้นเป็น 370.91 บาท เพิ่ม 19.94 บาท และหากเป็นกรณีต่ำสุดจะเป็น 357.48 บาท เพิ่ม 6.51 บาท 

ถ้าใช้ไฟ 300 หน่วยต่อเดือน ซึ่งใกล้เคียงครัวเรือนเมืองทั่วไป บิลปัจจุบันอยู่ที่ 1,174.31 บาท กรณีแพงสุดจะขึ้นเป็น 1,386.95 บาท เพิ่ม 212.64 บาท กรณีกลางอยู่ที่ 1,234.13 บาท เพิ่ม 59.82 บาท และกรณีต่ำสุดอยู่ที่ 1,193.84 บาท เพิ่ม 19.53 บาท 

ส่วนบ้านที่ใช้ไฟ 1,000 หน่วยต่อเดือน บิลปัจจุบันอยู่ที่ 4,317.55 บาท ถ้าใช้สูตรเต็มจะขึ้นเป็น 5,026.35 บาท เพิ่ม 708.80 บาท ถ้าเป็นกรณีกลางจะเพิ่มเป็น 4,516.95 บาท หรือเพิ่ม 199.40 บาท และถ้าเป็นกรณีต่ำสุดจะเป็น 4,382.65 บาท เพิ่ม 65.10 บาท 

ภาพใหญ่ที่เห็นชัดจากรอบนี้

ข้อมูลทั้งหมดพาไปสู่ข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน คือค่าไฟงวดเมษายน 2569 ยังไม่ขึ้น เพราะใช้ตัวเลขคำนวณจากสมมติฐานเดิม แต่ต้นทุนจริงในระบบได้เปลี่ยนไปแล้วจากราคา LNG ที่เร่งขึ้นและการต้องใช้ก๊าซมากขึ้นในช่วงอากาศร้อน 

ในระยะสั้น ประเด็นหลักไม่ใช่ว่าค่าไฟจะขึ้นหรือไม่ขึ้น เพราะทิศทางของเอกสารรับฟังความคิดเห็นชี้ชัดว่ามีแรงกดดันให้สูงขึ้นแน่ แต่อยู่ที่ว่าจะเลือกทางไหนระหว่าง ให้ประชาชนจ่ายมากขึ้นทันที ให้ กฟผ. รับภาระต่อไป หรือใช้เงินส่วนเกินมาช่วยประคองราคา 

ในระยะยาว รอบนี้ทำให้เห็นชัดอีกครั้งว่าโครงสร้างไฟฟ้าไทยยังผูกกับก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง และเมื่อก๊าซในประเทศลดลง การพึ่ง LNG นำเข้าก็ทำให้ค่าไฟไทยอ่อนไหวต่อวิกฤตต่างประเทศมากขึ้นทุกปี ต่อให้ในบิลมีเพียงคำว่า Ft ไม่กี่ตัวอักษร แต่เบื้องหลังคือทั้งราคาก๊าซโลก อัตราแลกเปลี่ยน ภาระหนี้เดิมของระบบไฟฟ้า และการตัดสินใจเชิงนโยบายว่าจะกระจายภาระนั้นอย่างไร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง