"ไทย-สิงคโปร์”ติดอันดับทุกข์ยากน้อยสุดของโลก

สิงคโปร์และไทยติดอันดับเศรษฐกิจที่มี ‘ความทุกข์ยากน้อยที่สุด’ (Least Miserable) ของโลก จากการจัดอันดับประจำปีโดยนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ พร้อมระบุว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือหนึ่งในภูมิภาคที่เศรษฐกิจมีสุขภาพดีที่สุดของโลก
สำหรับดัชนี Hanke’s Annual Misery Index (HAMI) ปี 2025 จัดทำโดย สตีฟ แฮงคี (Steve Hanke) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ มีจุดประสงค์เพื่อวัด ‘อุณหภูมิเศรษฐกิจ’ ของแต่ละประเทศ และประเมินว่าประชาชนทั่วไปรับรู้สภาพเศรษฐกิจในชีวิตประจำวันอย่างไร
รายงานปีนี้ระบุว่า เศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศมีอัตราเงินเฟ้อต่ำ, การจ้างงานมั่นคง, ต้นทุนการกู้ยืมอยู่ในระดับที่จัดการได้ และรายได้เติบโต ส่งผลให้ภาคครัวเรือนเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจน้อยลง สำหรับ ดัชนีนี้พิจารณา 4 องค์ประกอบ คือ การนำอัตราว่างงาน, อัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคาร มารวมกัน แล้วลบด้วยอัตราการเติบโตของ GDP ที่แท้จริง โดยหากคะแนน HAMI ยิ่งต่ำเท่าไหร่ เศรษฐกิจของประเทศนั้นยิ่ง ‘แข็งแรง’ มากเท่านั้น สะท้อนถึงตลาดงานสมบูรณ์, ราคาสินค้ามั่นคง, สินเชื่อจ่ายไหว และรายได้กำลังเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน “คะแนน HAMI ที่สูงหมายความว่าเศรษฐกิจกำลังเป็นไข้ และผู้คนกำลังทุกข์ทรมาน อย่างไรก็ตาม ดัชนีนี้ไม่ได้คำนึงถึงขนาดของประเทศ, น้ำหนักทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือรายได้ต่อหัว
สำหรับในปีนี้มีเศรษฐกิจที่ถูกจัดอันดับทั้งหมด 178 ประเทศ โดยคะแนนของเวเนซุเอลาขึ้นนำที่อันดับ 1 ด้วยคะแนน 556.5 ซึ่งเป็นผลจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ หลัง นิโคลัส มาดูโร ได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม 2024 ส่งผลให้รายได้จากน้ำมันถูกจำกัด และค่าเงินดิ่งลง ประเทศจากอเมริกาใต้แห่งนี้มีอัตราเงินเฟ้อสูงสุดในโลกที่ 475% ขณะที่อัตราว่างงานพุ่งแตะ 35% สะท้อนถึงเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ไม่มีความสุขที่สุดในโลก
ในทางกลับกันอันดับ 1 ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่มีความสุขที่สุดในโลก ตกเป็นของไต้หวัน ด้วยคะแนน 2.1 จากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์และฮาร์ดแวร์ AI ทั่วโลก ที่ดัน GDP ที่แท้จริงต่อหัวให้เติบโตถึง 9.2% ควบคู่กับอัตราว่างงาน, เงินเฟ้อ และดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำสิงคโปร์ตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยคะแนน 2.6 จากตลาดแรงงานที่ตึงตัวด้วยอัตราว่างงานเพียง 2.0%, อัตราเงินเฟ้อที่ควบคุมได้ดีที่ 1.2% และ GDP เติบโตแข็งแกร่งที่ 4.3% ต่อหัว
ส่วนไทยอยู่อันดับ 3 ด้วยคะแนน 3.1 ซึ่งเป็นผลจากการรักษาระดับเงินเฟ้อต่ำและการจ้างงานที่มั่นคงมายาวนานกว่า 1 ทศวรรษ โดยราคาสินค้าผู้บริโภคลดลง 0.3%, อัตราว่างงานอยู่ที่ 0.8% และ GDP ที่แท้จริงต่อหัวเติบโต 2.5%
ส่วนประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำคะแนนดีกว่าเศรษฐกิจขนาดใหญ่หลายแห่ง โดยมาเลเซีย อยู่ในอันดับ 167, กัมพูชาอันดับ 163 และเวียดนาม อันดับ156 ติดอยู่ในกลุ่ม 1 ใน 5 ที่มีคะแนนต่ำสุด ขณะที่ฟิลิปปินส์ อยู่ในอันดับ 131, ลาว อันดับ 129 และอินโดนีเซียอันดับ123 ถือว่าทำผลงานได้ดี ส่วนเมียนมาที่ยังอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองเป็นข้อยกเว้น โดยได้รับการจัดอยู่ในอันดับ 14 ด้วยคะแนน 66 ส่วนประเทศใหญ่อย่างสหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศสอยู่อันดับ 119, 103 และ 115 ตามลำดับ
หากไปดู 3 ประเทศแรกจะพบว่าการบริหารจัดการปริมาณเงินในระบบอย่างรอบคอบ ช่วยให้สิงคโปร์และไทยรักษาระดับเงินเฟ้อให้มั่นคง พร้อมต้นทุนการกู้ยืมที่ค่อนข้างต่ำแม้ GDP ของไทยจะเติบโตช้า แต่ราคาสินค้าผู้บริโภคที่ลดลงและอัตราว่างงานที่ต่ำ บ่งชี้ว่า “คนไทยไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในเศรษฐกิจที่ซบเซา ในมุมที่สัมผัสได้กับชีวิตประจำวัน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
