รีเซต

"ญี่ปุ่น" รีดเงินต่างชาติ ขึ้นค่าวีซ่าพุ่ง 5 เท่า! อวสานยุคเที่ยวราคาถูก?

"ญี่ปุ่น" รีดเงินต่างชาติ ขึ้นค่าวีซ่าพุ่ง 5 เท่า! อวสานยุคเที่ยวราคาถูก?
TNN ช่อง16
28 มิถุนายน 2569 ( 08:00 )
18

ญี่ปุ่นขึ้นค่าวีซ่า 5 เท่า ครั้งแรกรอบ 48 ปี สัญญาณเตือนเศรษฐกิจไม่เหมือนเดิม? 


รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการออกวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติ โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป นับเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 48 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2521


อัตราใหม่กำหนดให้วีซ่าแบบเดินทางเข้าครั้งเดียว (Single-entry Visa) ปรับจาก 3,000 เยน เป็น 15,000 เยน หรือเพิ่มขึ้น 5 เท่า ขณะที่วีซ่าแบบเข้าออกหลายครั้ง (Multiple-entry Visa) ปรับจาก 6,000 เยน เป็น 30,000 เยน


กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นระบุว่า อัตราค่าธรรมเนียมเดิมใช้มาเป็นเวลานาน ไม่สอดคล้องกับต้นทุนในปัจจุบัน ทั้งภาวะเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน จึงจำเป็นต้องปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป


ญี่ปุ่นกำลังส่งสัญญาณ "หมดยุคเที่ยวราคาถูก"


การขึ้นค่าวีซ่าครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มรายได้จากค่าธรรมเนียม แต่สะท้อนภาพใหญ่ของเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างมีนัยสำคัญ


ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งเงินเฟ้อที่กลับมาหลังหายไปนาน ค่าแรงที่ทยอยปรับสูงขึ้น ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ภาระงบประมาณของภาครัฐ รวมถึงจำนวนแรงงาน นักศึกษา และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง


ขณะเดียวกัน ค่าเงินเยนก็อ่อนค่าต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564 ส่งผลให้ต้นทุนนำเข้าสินค้าสูงขึ้น และทำให้รัฐบาลต้องเร่งปรับนโยบายด้านรายได้ของรัฐ


สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก สิ่งเหล่านี้หมายความว่า ญี่ปุ่นกำลังค่อย ๆ ออกจากภาพลักษณ์ "ประเทศท่องเที่ยวราคาประหยัด" ที่เคยได้รับอานิสงส์จากค่าเงินเยนอ่อนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา



เงินเยนอ่อน ดึงนักท่องเที่ยว แต่สร้างโจทย์ใหญ่ให้เศรษฐกิจ


แม้ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าจะสร้างความกังวลต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น แต่ในอีกด้านกลับเป็นแรงส่งสำคัญให้ภาคการท่องเที่ยว


เมื่อค่าเงินเยนอ่อนลง นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถใช้เงินสกุลของตนแลกเงินเยนได้มากขึ้น ทำให้สินค้า โรงแรม ร้านอาหาร และบริการต่าง ๆ มีราคาถูกลงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วหลังการเปิดประเทศหลังโควิด-19


ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นทำสถิติต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 42.7 ล้านคน สูงที่สุดในประวัติศาสตร์


อย่างไรก็ตาม หากมองในมิติของเศรษฐกิจมหภาค ค่าเงินเยนที่อ่อนค่ามากเกินไปกลับเป็นดาบสองคม เพราะทำให้ต้นทุนนำเข้าสินค้า พลังงาน และวัตถุดิบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


หากย้อนกลับไปในปี 2555 ค่าเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐแลกได้ประมาณ 80 เยน แต่ในปี 2569 ค่าเงินเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์ สะท้อนว่าเงินเยนอ่อนค่าลงเกือบครึ่งหนึ่งภายในเวลาเพียง 14 ปี


ญี่ปุ่นเคยเก็บค่าวีซ่าถูกกว่าหลายประเทศ


อีกเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลญี่ปุ่นใช้ประกอบการตัดสินใจ คือ อัตราค่าธรรมเนียมวีซ่าของญี่ปุ่นต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่งมาเป็นเวลานาน


ตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกาเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าชั่วคราวอยู่ที่ประมาณ 185-315 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนสหราชอาณาจักรเรียกเก็บค่าวีซ่าท่องเที่ยวระยะสั้น 135 ปอนด์


รัฐบาลญี่ปุ่นจึงมองว่าการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้ จะช่วยให้ระดับค่าบริการของญี่ปุ่นใกล้เคียงกับประเทศสมาชิก G7 อื่น ๆ มากขึ้น


ญี่ปุ่นไม่ต้องการให้คนในประเทศแบกรับต้นทุนชาวต่างชาติ


อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ ญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนแนวคิดด้านการบริหารจัดการชาวต่างชาติ


ปัจจุบัน ญี่ปุ่นเปิดรับแรงงาน นักศึกษา และนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น เพื่อชดเชยปัญหาการขาดแคลนแรงงานจากสังคมสูงวัย


แม้ว่าชาวต่างชาติจะสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจ แต่ภาครัฐก็ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการบริหารจัดการ ตั้งแต่ระบบตรวจคนเข้าเมือง การตรวจสอบเอกสาร การต่อวีซ่า ไปจนถึงการออกใบอนุญาตพำนัก


แนวคิดของรัฐบาลจึงชัดเจนว่า ต้นทุนดังกล่าวไม่ควรตกอยู่กับผู้เสียภาษีชาวญี่ปุ่นเพียงฝ่ายเดียว แต่ผู้ได้รับบริการควรเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายบางส่วน


ล่าสุด สภาสูงญี่ปุ่นยังผ่านกฎหมายปรับขึ้นค่าธรรมเนียมด้านการพำนักของชาวต่างชาติหลายรายการ เช่น การยื่นขอสิทธิพำนักถาวร (Permanent Residency) ที่ปรับจาก 10,000 เยน เป็นสูงสุด 300,000 เยน หรือเพิ่มขึ้นถึง 30 เท่า



เงินเฟ้อกลับมา หลังญี่ปุ่นเงินฝืดนานกว่า 30 ปี


อีกหนึ่งแรงผลักดันสำคัญ คือ การกลับมาของเงินเฟ้อในญี่ปุ่น


ตลอดเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเผชิญภาวะเงินฝืดหรือราคาสินค้าที่แทบไม่เพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ


ปัจจัยสำคัญมาจากค่าเงินเยนที่อ่อนลง ทำให้สินค้านำเข้าแพงขึ้น ราคาพลังงานและวัตถุดิบโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการปรับขึ้นค่าแรงในประเทศ


ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จึงต้องดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ใกล้เป้าหมาย 2%


ก่อนหน้านี้ BOJ ได้ยุตินโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบที่ใช้มานานกว่า 17 ปี และเริ่มเข้าสู่ยุคดอกเบี้ยเป็นบวกในปี 2567 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเศรษฐกิจญี่ปุ่น


สังคมสูงวัย ยังเป็นโจทย์ใหญ่ของญี่ปุ่น


นอกจากปัญหาเงินเฟ้อและค่าเงินแล้ว ญี่ปุ่นยังต้องรับมือกับความท้าทายเชิงโครงสร้างจากสังคมสูงวัย จำนวนประชากรวัยทำงานลดลง ขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้เสียภาษีลดลง แต่รายจ่ายด้านสวัสดิการของรัฐกลับเพิ่มขึ้นทุกปี


รัฐบาลจึงต้องมองหาแหล่งรายได้ใหม่ ทั้งจากการท่องเที่ยว การเปิดรับแรงงานต่างชาติ และการปรับค่าธรรมเนียมด้านการเข้าเมือง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณในระยะยาว


บทสรุป


การขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าสูงสุด 5 เท่าในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงข่าวของนักท่องเที่ยว แต่เป็นภาพสะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ทั้งค่าเงินเยนที่อ่อน เงินเฟ้อที่กลับมา ภาระจากสังคมสูงวัย และต้นทุนการบริหารจัดการชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น


แม้เงินเยนยังอ่อนค่าและอาจทำให้ญี่ปุ่นยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก แต่ต้นทุนการเดินทางกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนหลายฝ่ายมองว่า "ยุคเที่ยวญี่ปุ่นราคาถูก" กำลังสิ้นสุดลง และนโยบายใหม่ของรัฐบาลญี่ปุ่นอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมด้านการท่องเที่ยวและการพำนักในอนาคต

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง