รีเซต

เงินทุนต่างชาติไหลเข้าหุ้นไทย 3.3 หมื่นล้าน โบรกแห่ปรับเป้าดัชนี

เงินทุนต่างชาติไหลเข้าหุ้นไทย 3.3 หมื่นล้าน โบรกแห่ปรับเป้าดัชนี
TNN ช่อง16
14 กุมภาพันธ์ 2569 ( 16:36 )
6

SET Index ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดีดตัวขึ้นไปยืนเหนือแนว 1,400 จุด หลังการเลือกตั้ง 8 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยพรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งได้คะแนนเสียงท่วมท้น และตลาดฯ คาดว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้  ซึ่งประเด็นดังกล่าวกระตุ้นแรงซื้อของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติและกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศในหุ้นทุกกลุ่มอุตสาหกรรม  โดยเฉพาะ แบงก์ เทคโนโลยี พลังงานและค้าปลีก

ทั้งนี้ดัชนีหุ้นไทยร้อนแรงยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยแตะจุดสูงสุดในรอบ 1 ปี 2 เดือนที่ 1,443.97จุด แต่ย่อตัวลงบางส่วนช่วงท้ายสัปดาห์ หลังรับรู้ปัจจัยทางการเมืองในประเทศไปมากแล้วประกอบกับมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากแรงขาย ทำกำไรไรหุ้นบิ๊กแคปรายตัว และการปรับตัวลงของตลาดหุ้นในภูมิภาคตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ จากความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ส่วนแนวโน้มทิศทางหุ้นไทยไปต่อมากน้อยแค่ไหน จะมีแรงหนุนจากกระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ ในวันนี้ TNN Online พาไปไขคำตอบจากกูรูกันค่ะ

เริ่มจาก "ภราดร เตียรณปราโมทย์ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล. เอเซีย พลัส ประเมินว่า ฝ่ายวิจัยฯ ASPS ยังคงประเมินเป้าหมายดัชนีปลายปีนี้  แบบอนุรักษ์นิยม โดยอิงระดับ MEYG ที่ 5% (+2SD) ได้ P/E26F 16 เท่า พร้อมกับ EPS26F ที่ 90 บาท/หุ้น ได้เป้าหมายดัชนี 1,440 จุด แต่ด้วยความคาดหวังเสถียรภาพทางการเมือง 

รวมถึงความคาดหวังการดำเนินนโยบายการเมืองได้ต่อเนื่อง และมีอาจจะสะดุดได้น้อยจากความเห็นสภาบนกับสภาล่างที่อาจเป็นไปในทางเดียวกัน หนุนให้ Fund Flow ไหลเข้า และตลาดหุ้นมีโอกาสซื้อขายบน P/E ที่สูงกว่าปกติ หากเทียบเคียงช่วงได้นายกฯ ปี 2544 ที่รัฐบาลมีเสียง สส. ส่วนใหญ่ และปี 2562 ที่รัฐบาลเดินนโยบายได้ต่อเนื่อง ช่วงนั้นตลาดหุ้นช่วงรอจัดตั้งรัฐบาลบวกเฉลี่ยได้ 7.8%

ส่วนแนวโน้มการปรับเพิ่มเป้าหมาย ภายใต้รัฐบาลมีเสถียรภาพ Fund Flow ไหลเข้า อิง MEYG 4.7% (+1SD) คิดเป็น P/E 26F 16.77 เท่า และช่วง 1 ปีที่ผ่านมา EPS มักดีกว่าคาดไตรมาสละประมาณ 1.25 บาทต่อหุ้น หนุนเป้าหมาย SET Index ขึ้นเป็น 1,510 จุด และอาจเพิ่มขึ้นจาก EPS ที่ดีกว่าคาดไตรมาสละ 20 จุด 

ช่วงหลังเลือกตั้ง (9 – 12 ก.พ. 26) Fund Flow ยังคงไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชีย ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยหนาแน่นสุดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ +3.3 หมื่นล้านบาท หรือ +1.06 พันล้านเหรียญ (หนุน SET +6%) รองลงมา คือ อินเดีย +788 ล้านเหรียญ (Niffy50 -0.6%)

มาเลเซีย +116 ล้านเหรียญ (KLCI +0.6%), เวียดนาม +109 ล้านเหรียญ (Ho Chi MiNh +3.5%), ฟิลิปปินส์ +30 ล้านเหรียญ (PSEi +0.1%) ส่วนอินโดนีเซียถูกขายสุทธิ -116 ล้านเหรียญ (Jakarta +3.6%) ขณะที่ตลาดหุ้นโลก (MSCI ACWI) +0.2% และตลาดหุ้นสหรัฐ (S&P500) -1.5%

หุ้นได้รับจิตวิทยาเชิงบวกกับรัฐบาลใหม่ GULF, STECON, STPI, PTG

หุ้นใหญ่รับกระแส TISA (มี ESG Rating ระดับ AAA) ADVANC, BBL, BDMS, BEM, BGRIM, CPF, GPSC, IVL, KTB, PTT, PTTEP  

หุ้นรับกระแสนโยบายการคลังรัฐบาลใหม่ อาทิ คนละครึ่ง+ คือ CPALL, MTC, TIDLOR

ปัจจัยบวกลบที่ต้องติดตาม

- วันที่ 16 ก.พ. ติดตามตัวเลข GDP 4Q68 ตลาดคาดเติบโต 1.2%YoY และ 0.2%QoQ มีโอกาส หลบการเกิด technical Recession จากเศรษฐกิจที่เป็นหลุมในงวด 3Q68 ได้ 

- วันที่ 18 ก.พ. ติดตามการประชุม Fed คาดคงดอกเบี้ยที่ 3.75% พร้อมกับรอดูถ้อยแถลงของประธาน Fed ที่สำคัญติดตามความไม่สงบในฝั่งตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด

 

 หุ้นเด่น คาดหวัง Fund Flow ไหลเข้าต่อ 

-GULF   ราคาเป้าหมาย 68.25 บาท

-BDMS  ราคาเป้าหมาย 30 บาท 

หุ้นอิงตัวเลขเศรษฐกิจฟื้นจากฐานต่ำ และคาดหวังนโยบายการคลังหนุนต่อ

- CPALL ราคาเป้าหมาย 53.5 บาท

 -MTC  ราคาเป้าหมาย 52 บาท

- TIDLOR  ราคาเป้าหมาย  24 บาท

 

ด้าน “ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ มองว่า จากชัยชนะอย่างถล่มทลายของ “พรรคภูมิใจไทย” ที่มี “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่  ตลาดหุ้นไทยตอบรับผลการเลือกตั้งอย่างร้อนแรง ท่ามกลางความคาดหวังว่า จะเกิดเสถียรภาพทางการเมืองเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และรัฐบาลใหม่จะสามารถจัดตั้งได้อย่างรวดเร็ว มั่นคง และมีศักยภาพเพียงพอในการขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

โดยประเมินว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุดภายในปีนี้ หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่า เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพกลับมาขยายตัวในระดับ 4% ต่อปี ในช่วงถัดไป แทนการเติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปี ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 “เงื่อนไขสำคัญคือ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน 2 จะต้องเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้าง มีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน และสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที นักลงทุนต้องการเห็นนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาหนี้ที่อยู่ในระดับสูง อัตราการออมต่ำ ลงทุนต่ำ และผลิตภาพโดยรวมของเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงนโยบายที่ช่วยยกระดับศักยภาพของภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม ผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่”

 ขณะเดียวกัน รัฐบาลใหม่ควรเร่งผลักดันการสร้าง เครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ และส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์แห่งอนาคต การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการแพทย์ครบวงจร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

 ที่สำคัญที่สุด คือ นโยบายที่ใช้ ตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยถือเป็นโจทย์เร่งด่วน โดยหนึ่งในแนวทางที่ตอบโจทย์ คือโครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account) เพราะเป็นการให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้แบบถาวรสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้งการลงทุนโดยตรงในหุ้นรายตัว และการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวม

อย่างไรก็ตาม การออกแบบโครงการจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจอย่างแท้จริง เข้าใจง่าย และไม่มีเงื่อนไขซับซ้อนจนเป็นข้อจำกัด โดยควรแยกวงเงินออกจากการออมเพื่อการเกษียณอายุเดิม และกำหนดวงเงินให้สูงพอที่จะจูงใจการลงทุน ในระยะแรกควรมุ่งเป้าไปที่กลุ่มที่มีกำลังลงทุนสูง เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้เห็นว่า  รัฐบาลไม่ควรมองข้าม ผลของ Wealth Effect จากตลาดหุ้น ซึ่งสามารถสร้าง “แรงส่งทางเศรษฐกิจ” ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ

ฟาก กรรณ หทัยศรัทธา” หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย)  มองว่า   พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้จำนวนส.ส.มากกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ จึง สามารถเข้ากุมบังเหียนกระทรวงสำคัญๆได้มากขึ้น เชื่อว่าภท.มีโอกาสสูงที่จะจับมือกับพรรคเพื่อไทย(พท.) เพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่อย่างที่คาดไว้ก่อนหน้านี้

ขณะที่สำนักคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องตรวจสอบคะแนนและรับรองผลอย่างน้อย 95% ภายในวันที่ 9 เม.ย.69 จากนั้นจึงจะมีการเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายใน 15 วันหรือภายในวันที่ 24 เม.ย. 69 ดังนั้นรัฐสภาน่าจะต้องโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในราวปลายเดือนเม.ย. 69

โดยเห็นว่า ภท.ทำผลงานได้ดีในการเลือกตั้งครั้งนี้ คาดว่าตลาดหุ้นไทยจะตอบสนองในเชิงบวก เพราะคาดหวังกับเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่และการสานต่อนโยบาย ขณะที่ฝ่ายวิเคราะห์ฯแนะนำให้นักลงทุนย้ายการลงทุนจากหุ้นและกลุ่มปลอดภัย (defensive) ที่ outperform ตลาดไปแล้ว เช่น กลุ่มโทรคมนาคม, กลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคาร มายังหุ้นกลุ่มที่ยังคงเป็น laggard อย่างเช่น กลุ่มการแพทย์, กลุ่มท่องเที่ยว, กลุ่มสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคและกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ยังมองว่าภาพการเมืองไทยที่ชัดเจนขึ้น อาจดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยรวม 4.47 แสนล้านบาทในปี 66-68 แต่ทิศทางเริ่มเปลี่ยนมาเป็นบวกเล็กน้อย มีเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าตลาดหุ้นไทยสุทธิ 1.5 หมื่นล้านบาทนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน(YTD ) ขณะที่ ดัชนี SET ปรับตัวลง 19% นับจากสิ้นปี 65 ซึ่ง underper form คู่แข่งในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ

โดยปัจจุบันหุ้นไทยซื้อขายอยู่ที่ P/E ล่วงหน้า 12 เดือนประมาณ 15 เท่าหรือ -1SD จากค่าเฉลี่ย 10 ปี จึงมองว่าการประเมินมูลค่าในขณะนี้น่าสนใจ อีกทั้งภาพการเมืองไทยที่ชัดเจนขึ้นน่าจะดึงดูดให้มีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ามามากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยหนุนตลาดหุ้นไทย

ทั้งนี้เชื่อว่าด้วยคะแนนเสียงที่ท่วมท้น รัฐบาลใหม่จะทำให้การเมืองไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน จึงปรับเพิ่มเป้าดัชนี SET จากเดิม 1,400 จุด เท่ากับ P/E 15 เท่า ปี 70, -0.75SD  เป็น 1,480 จุด หรือเท่ากับ P/E 15.6 เท่าในปี 70 หรือเท่ากับ -0.25SD จากค่าเฉลี่ย 10 ปี โดยมองว่าการมีเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศมากขึ้นและสถานการณ์การเมืองที่มีแนวโน้มดีขึ้นจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนตลาดหุ้นไทย

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยจะมี downside risk หากเกิดความวุ่นวายทางการเมืองขึ้นอีกและเศรษฐกิจประเทศอ่อนตัวกว่าคาด ขณะที่รายชื่อหุ้น Top pick ของฝ่ายวิเคราะห์ฯประกอบด้วย BDMS, MRDIYT, CPN, ERW, GULF, MOSHI, MTC, PR9, SPALI, TIDLOR, และ WHA

ปิดท้ายที่  ฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์”  CFTe, CISA ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.กรุงศรี ประเมินหุ้นไทยสัปดาห์หน้าแกว่งไซด์เวย์-ไซด์เวย์อัพ   หลังกระแสตลาดเริ่มลด Premium ที่ให้กลุ่มเทคฯสหรัฐฯ หลัง AI Adoption ที่เร่งขึ้น อาจสร้างผลกระทบเร็วกว่าคาด หนุนกระแสเงินทุนสลับเข้า EM Asia ที่มีเทคฯต้นน้ำ และ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ภายในติดตามปัจจัยหนุนความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลคืบหน้าขึ้นเรื่อยๆ คาดได้รัฐบาลเสถียรภาพสูง เสียง 275-300 เสียง และกระแสภาคบริการเชิงบวกช่วงเทศกาลตรุษจีน 

นอกจากนี้ ติดตามรายงานกำไร 4Q25 หุ้นคาดกำไรออกมาดี อาทิ MTC, ITC, TRUE มองหุ้นเด่น 1. หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวภาคบริการรับกระแสตรุษจีน CENTEL, AWC, BDMS, BH, CPALL

 2. หุ้นในธีม Infra Tech นิคม AMATA, WHA ไฟฟ้า GULF, BGRIM สื่อสาร TRUE, ADVANC รับเหมา STECON, INSET 

3. Yield Play เช่น  MTC เป็นต้น

ปัจจัยที่ต้องติดตาม

• 16 ก.พ. รายงาน GDP 4Q25 ของญี่ปุ่น คาด +1.6% (ann. q-q)  

• 16 ก.พ. รายงาน GDP 4Q25 ของไทย คาด +1.4%y-y จากเดิมอยู่ที่ +1.2%y-y

• 18 ก.พ. คำสั่งซื้อสินค้าคงทน ธ.ค.ของสหรัฐฯ  คาด -1.9%m-m

• 20 ก.พ. รายงาน GDP งวด 4Q25 คาด +2.8%   ดัชนีความเชื่อมั่น ม. มิชิแกน ก.พ. คาด 57.3 จุด เท่าเดือนก่อน, รายงาน Flash PMI ภาคผลิต ก.พ. คาด 52.4 จุด  , Flash PMI ภาคบริการ คาด 52.7 จุด  

• 20 ก.พ. เงินเฟ้อ Core PCE สหรัฐฯ เดือนธ.ค. 25 คาด +2.8%y-y  

• 20 ก.พ. ติดตาม Flash PMI ก.พ. ภาคผลิตของยุโรป คาด 50.5 จุด  , ภาคบริการ คาด 51.9 จุด 

 

 หุ้นเด่น : แนะนำ  

 •   AWC (TP26F-2.75):  มีลูกค้าจีน 12% ของ Port คาดรับประโยชน์ช่วงตรุษจีนสูง

•   AOT (TP Max Con-63):  สนามบินหลักของประเทศ คาดรับประโยชน์ช่วงตรุษจีนสูง

•   GULF (TP Max Con-61.95): Narrative หุ้นเทคฯให้น้ำหนักหุ้นฝั่งต้นน้ำ ชิป+โครงสร้างพื้นฐาน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง