โตเกียวมารีนเพิ่มทุน3.3พันล. ชี้ตลาดประกันไทยยังมีเสน่ห์

#โตเกียวมารีนประกันชีวิต #ทันหุ้น โตเกียวมารีนประกันชีวิต เพิ่มทุน 3,300 ล้าน เสริมแกร่งแผนขยายพอร์ตงานยูนิตลิงก์ พร้อมตอกย้ำไทยยังเป็นตลาดประกันที่น่าสนใจลงทุน แม้จะเต็มไปด้วยความท้าทาย ขระเดียวกันยังปรับพอร์ตลงทุนเพื่อรองรับดอกเบี้ยที่ต่ำและเป็นขาลง เพื่อให้สามารถจ่ายคินผลตอบแทนลูกค้าได้ตามสัญยา ด้านผลงานปี 68 สดใส และปี2569 เป้าหมายเติบโตต่อ
นายทาคาชิ ไซโตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โตเกียวมารีนประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทได้เพิ่มทุนอีก 3,300 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายงานในอนาคต พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าว่าบริษัทจะสามารถส่งคืนผลประโยชน์ได้ตามเงื่อนไขที่สัญญาไว้ในกรมธรรม์ รวมถึงตอกย้ำความมั่นใจว่าโตเกียวมารีนยังคงเห็นประเทศไทยเป็นหมุดหมายสำคัญของการลงทุนในธุรกิจประกันชีวิต ที่ยังคงสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องภายใต้ปัจจัยความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
*ฐานะการเงินแกร่ง
ในแง่ของความแข็งแกร่ง กล่าวได้ว่า โตเกียวมารีนประกันชีวิต มีฐานะกองทุนที่แข็งแกรง โดยก่อนการเพิ่มทุน บริษัทมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน หรือ CAR Ratio (Capital Adequacy Ratio) อยู่ที่ 554% (ข้อมูล ณ Q3/68) ซึ่งสูงกว่าที่เกณฑ์กำหนด 140% ขณะที่การเพิ่มทุน 3,300 ล้านบาท เมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมาทำให้เงินกองทุนของบริษัทขึ้นมาอยู่ที่ 700% และทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 5,583.62 ล้านบาท
นายทาคาชิ กล่าวว่า การเพิ่มทุนครั้งนี้เพื่อรองรับการเติบโตของบริษัทจากการขยายพอร์ตงานรับประกันภัย โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ยูนิตลิงก์ โตเกียว บียอนด์ (Tokio Beyond) ที่ลูกค้าให้การตอบรับเป็นอย่างดี เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ
“เราต้องการขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ยูนิตลิงก์ให้มากขึ้นจากสัดส่วนที่มีอยู่ปัจจุบัน 7%ของพอร์ตทั้งหมด จะเพิ่มเป็น 33%ในอีก 7 ปีข้างหน้า และเนื้องจาก ยูนิตลิงก์ โตเกียว บียอนด์ ถูกออกแบบมาให้ผู่ถือกรมธรรม์สามารถนำเงินมาลงทุนได้อย่างคุ้มค่าเต็มเม็ดเต็มหน่วย เราจึงไม่คิดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการประกันภัย เพราะในส่วนนี้เราจะอุดหนุนให้ก่อน”
นายทาคาชิ ยังกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันธุรกิจประกันชีวิตยังเผชิญกับความเสี่ยงที่อัตราดอกเบี้ยเป็นขาลง และอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้นเพื่อให้สามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามเงื่อนไขสัญญา บริษัทยังต้องปรับพอร์ตการลงทุนโดยจะลดสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล เข้าไปลงทุนในหุ้นเพิ่มขึ้น และบางส่วนก็จะไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศ
*ปรับพอร์ตลงทุน
โตเกียวมารีนประกันชีวิต มีสินทรัพย์ลงทุน(ก่อนการเพิ่มทุน) อยู่ที่ 57,458 ล้านบาท โดยลงทุนในพันธบัตร 85% ซึ่งจะลดสัดส่วนลงเหลือ 70% อีก 15% ครึ่งหนึ่งจะนำไปลงทุนในหุ้นกู้เอกชน อีกครึ่งหนึ่งนำไปลงทุนในหุ้น ทำให้สัดส่วนการลงทุนในหุ้นจากอดีตอยู่ที่ 2%เพิ่มขึ้นมาเป้น 7% และในส่วนนี้ทางบริษัทจะนำไปลงทุนหุ้นต่างประเทศด้วย ซึ่งมองไว้เป็นหุ้นกลุ่มเทค ทั้งนี้หลังจากเพิ่มทุน บริษัทสินทรัพย์ลงทุนอยู่ที่ 60,000 ล้านบาท
“ในแง่ของผลตอบแทนจากการลงทุนของเราอยู่ที่ประมาณ3-3.3%ในปัจจุบัน หลังปรับพอร์ตลงทุนคาดหวังว่าผลตอบแทนของเราจะขึ้นมาอยู่ที่ 3.8-4% หรือเป็นการเพิ่มขึ้นมา 0.5% ซึ่งผลตอบแทนจากการลงทุนที่เพิ่มมา 0.5% นั้นไม่ได้น้อยเพราะสินทรัพย์ลงทุนของเราอยู่ที่ 6 หมื่นล้านบาท เพิ่มมา 0.5% ก็ได้เพิ่มหลายร้อยล้านบาทต่อปี”
นายทาคาชิ กล่าวว่า เงินเพิ่มทุนของบริษัทยังจะนำไปลงทุนในเทคโนโลยี AI เพื่อพัฒนาในส่วนของการให้บริการ การวิเคราะห์ข้อมูล เช่นในลูกค้าประกันกลุ่ม จะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยให้บริษัทสามารถออกแบบแผนประกัน และกำหนดเบี้ยประกันให้เหมาะสมกับความเสี่ยง ทำให้บริษัทมไม่ต้องคิดค่าความเสี่ยงเกินจำเป็น และมีโอกาสทำให้ลูกค้าจ่ายเบี้ยได้ถูกลงด้วย
ทางด้าน นางสวยุวดี เฉลิมศรีภิญโญรัช รองกรรมการผู้จัดการ-บริหารการเงิน กล่าวถึงผลประกอบการของบริษัทว่า ปี2568 มีเบี้ยรับรวมอยู่ที่ 10,473 ล้านบาท แยกเป็นเบี้ยรับปีแรก (FYP) อยู่ที่ 1,294 ล้านบาท เติบโต 14% เบี้ยชำระครั้งเดียว (Single Premium) อยู่ที่ 700 ล้านบาท เติบโตขึ้น 33% เบี้ยประกันภัยต่ออยู่ที่ 8,479 ล้านบาท โตขึ้น 4% และในส่วนของ การบริหารสินทรัพย์และหนี้สิน หรือ Asset & Liability Management (ALM) บริษัทตั้งไว้ที่ 100% สะท้อนถึงความแข็งแกร่งที่บริษัทถือสินทรัพย์ไว้เตรียมจ่ายหนี้สิน สินไหม หรือผลประโยชน์ของผู้เอาประกันได้เต็ม 100%
ปี2568 ยังเป็นปีแรกที่ประกันชีวิตปรับเข้าสู่มาตรฐานบัญชีใหม่ IFRS17 นางสวยุวดี กล่าวว่า การใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ ทำให้ถูกตั้งคำถามว่าบริษัทยังคงสร้างผลกำไรได้ดีเหมือนเดิมหรือไม่ วึ่ง บริษัทก็พิสูจน์ด้วยตัวเลขในปี 2568 ที่ผ่านมายังคงทำกำไรก่อนหักภาษีได้ 440 ล้านบาม เติบโต65%จากปีก่อน โดยเป็นกำไรจากการรับประกัน 300 ล้านบาท กำไรจากการลงทุน 100 ล้านบาท และรายได้อื่นๆ 40 ล้านบาท
สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายเบี้ยประกันรับรวมอยู่ที่ 10,900 ล้านบาท เติบโต 4% แบ่งเป็นเบี้ยปีแกร 1,380 ล้านบาท เบี้ยชำระครั้งเดียว 420 ล้านบาท เบี้ยประกันภัยรับปีต่อ ที่ 9,100ล้านบาท
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
