NASA เตรียมปล่อยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Nancy Grace Roman ในเดือนกันยายนนี้

วันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) ได้ประกาศความสำเร็จในการประกอบกล้องโทรทรรศน์อวกาศแนนซี เกรซ โรมัน (Nancy Grace Roman Space Telescope) อย่างเต็มรูปแบบเป็นที่เรียบร้อยแล้วภายในห้องคลีนรูมของศูนย์การบินอวกาศก็อดเดิร์ด (Goddard Space Flight Center) สหรัฐอเมริกา
ผู้อำนวยการของนาซาจาเร็ด ไอแซคแมน (Jared Isaacman) พร้อมคณะผู้บริหารได้เปิดเผยว่า ภารกิจใหม่นี้เตรียมพร้อมที่จะปล่อยขึ้นสู่อวกาศในช่วงต้นเดือนกันยายน ปี 2026 ผ่านจรวด Falcon Heavy ของบริษัท SpaceX
ซึ่งถือเป็นความสำเร็จสำคัญที่ทีมงานสามารถดำเนินการได้เร็วกว่ากำหนดการเดิมถึง 8 เดือนและยังใช้งบประมาณต่ำกว่าที่ตั้งไว้ โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศโรมันได้รับการออกแบบมาเพื่อสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้แก่วงการดาราศาสตร์ ติดตั้งกระจกปฐมภูมิขนาด 2.4 เมตร ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble) แต่มีความโดดเด่นเหนือกว่าด้วย ความสามารถในการถ่ายภาพที่มีขอบเขตการมองเห็น (Field of View) กว้างกว่าฮับเบิลอย่างน้อย 100 เท่า
ไม่เพียงเท่านั้น กล้องโรมันยังสามารถสำรวจและทำแผนที่ท้องฟ้าได้เร็วกว่าฮับเบิลถึง 1,000 เท่า โดยการประมวลผลข้อมูลที่กล้องโรมันสามารถทำได้ภายใน 1 ปีนั้น เทียบเท่ากับสิ่งที่ฮับเบิลต้องใช้เวลาทำถึง 2,000 ปี
คาดการณ์กล้องโรมันจะสามารถผลิตข้อมูลทางดาราศาสตร์ได้มหาศาลถึง 500 เทราไบต์ต่อปี โดยใช้กล้องหลัก คือ Wide Field Instrument (WFI) ซึ่งมีความละเอียด 300 เมกะพิกเซล จะทำงานในช่วงคลื่นแสงที่มองเห็นได้และอินฟราเรดใกล้ เพื่อเก็บภาพมุมกว้างของจักรวาลแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
เป้าหมายทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของกล้องโรมัน คือ การสืบค้นโครงสร้างขนาดใหญ่และวิวัฒนาการของเอกภพ พร้อมทั้งพยายามไขปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการฟิสิกส์ดาราศาสตร์ นั่นคือ สสารมืด (Dark Matter) และพลังงานมืด (Dark Energy) ซึ่งเป็นสสารและพลังงานลึกลับที่คิดเป็นสัดส่วนถึง 95% ของจักรวาล แต่ยังไม่เคยมีใครตรวจพบอย่างแน่ชัด โดยใช้ความสามารถในการมองเห็นที่กว้างขวาง
กล้องโรมันจะสามารถถ่ายภาพกาแล็กซีจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างวิสต้าของจักรวาลแบบ 3 มิติ ติดตามอัตราการขยายตัวของเอกภพ และสังเกตการณ์ปรากฏการณ์ซูเปอร์โนวานับพันแห่ง เพื่อนำมาแกะรอยประวัติศาสตร์การกำเนิดและจุดจบของดวงดาว
นอกจากนั้น กล้องโรมันยังติดตั้งเครื่องมือสาธิตเทคโนโลยีที่สำคัญอย่างโคโรนากราฟ (Coronagraph) ซึ่งใช้ออปติกแบบปรับตัวได้ (Adaptive Optics) เพื่อบล็อกแสงสว่างจ้าจากดาวฤกษ์ดวงแม่ การทำงานนี้จะช่วยให้สามารถสะท้อนแสงเพื่อถ่ายภาพ ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ (Exoplanets) ที่มีขนาดใกล้เคียงกับดาวพฤหัสบดีได้โดยตรง
องค์การนาซาระบุว่า โคโรนากราฟของกล้องโรมันมีประสิทธิภาพในการตรวจจับดาวเคราะห์ที่หรี่แสงกว่าดาวฤกษ์แม่ถึง 100 ล้านเท่า ซึ่งดีกว่าโคโรนากราฟในอวกาศที่มีอยู่ในปัจจุบันถึง 100 - 1,000 เท่า
ความสำเร็จของเครื่องมือนี้จะปูทางไปสู่การสร้างกล้องโทรทรรศน์อวกาศระดับเรือธงในอนาคต เช่น Habitable Worlds Observatory
ในส่วนของแผนการดำเนินงานขั้นต่อไป นาซามีกำหนดส่งตัวกล้องโรมันไปยังศูนย์อวกาศเคนเนดีในรัฐฟลอริดาในช่วงเดือนมิถุนายน เพื่อนำไปประกอบเข้ากับจรวด Falcon Heavy หลังจากการปล่อยตัวจากฐานปล่อย 39B กล้องโรมันจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 เดือน เพื่อไปประจำการยัง จุดลากรองจ์ที่ 2 (Lagrange Point 2 หรือ L2) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่อยู่ห่างจากโลกราว 1.5 ล้านกิโลเมตรและเป็นวงโคจรเดียวกับกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ (JWST)
วงโคจรนี้จะช่วยปกป้องตัวกล้องจากความร้อนของดวงอาทิตย์และช่วยให้สามารถสื่อสารกับโลกได้อย่างเสถียร โดยกระบวนการเปิดระบบและปรับเทียบเครื่องมือต่าง ๆ จะใช้เวลาตั้งแต่ 2 สัปดาห์ไปจนถึง 2 เดือน หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนการทีมงานจะสามารถเห็นภาพแรกของกล้องโรมันได้ภายในสิ้นปีนี้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
