SJWDลดต้นทุนอัพกำไร หวังเข้าตานักลงทุนVI

#SJWD #ทันหุ้น - SJWD เดินเกมปรับโครงสร้างองค์กรหลังควบรวม ลดต้นทุนซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพ -ยกระดับกำไรสุทธิแบบขั้นบันได ควบคู่ลงทุนเชิงรุกในธุรกิจศักยภาพ-ขยายธุรกิจต่างประเทศในอาเซียน-จีน หวัง ยกระดับสู่การเป็นหุ้นคุณค่าที่สะท้อนมูลค่าพื้นฐานในระยะยาว หวังเข้าตานักลงทุน VI
@โชว์กลยุทธ์
ดร.เอกพงษ์ ตั้งศรีสงวน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SJWD เปิดเผยว่า ภาพรวมการดำเนินธุรกิจในช่วงปี 2569 ยังคงเผชิญความท้าทายอย่างต่อเนื่อง จากความไม่แน่นอนของอุตสาหกรรมหลักของลูกค้า อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์, อสังหาริมทรัพย์, และวัสดุก่อสร้าง ที่ยังไม่เห็นการฟื้นตัวอย่างชัดเจน
@เพิ่มประสิทธิภาพ
ดังนั้นบริษัทจึงให้ความสำคัญต่อการปรับโครงสร้างและเพิ่มประสิทธิภาพภายในองค์กร (Internal Optimization) โดยมุ่งลดต้นทุนซ้ำซ้อนที่เกิดจากการควบรวมกิจการ ผ่านการบูรณาการระบบเทคโนโลยี อาทิ ระบบ ERP, ระบบบริหารจัดการขนส่ง (TMS) และระบบบริหารคลังสินค้า (WMS) จากเดิมที่มีหลายระบบกระจัดกระจาย ให้เหลือระบบหลักเพียงชุดเดียว เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านการดูแลรักษา ค่า Server และค่าลิขสิทธิ์ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่าย SG&A ตลอดจนค่าเสื่อมราคาบางส่วน
“การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายยกระดับกำไรสุทธิให้เติบโตแบบขั้นบันได (Net Profit Step-up) โดยอาศัยการจัดการต้นทุนและประสิทธิภาพภายในเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก มากกว่าการพึ่งพาการเติบโตของรายได้จากภายนอกเพียงอย่างเดียว ซึ่งการพัฒนาระบบจะทยอยดำเนินการและเริ่มเห็นผลอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี”
ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้ายกระดับสู่การเป็นหุ้นคุณค่าที่สะท้อนมูลค่าพื้นฐานในระยะยาว ผ่านการสร้างผลประกอบการที่เติบโตสม่ำเสมอและการจ่ายเงินปันผลที่เพิ่มขึ้นตามกำไร เพื่อรองรับนักลงทุนระยะยาวในกลุ่ม Value Investor
@โชว์กลยุทธ์
สำหรับกลยุทธ์ธุรกิจหลัก (Flagship Business) บริษัทปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพตลาด ลงทุนเชิงรุกในกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง อาทิ ธุรกิจห้องเย็น (Cold Storage) จะเน้นรักษาอัตราการใช้พื้นที่ให้อยู่ในระดับสูงกว่า 80% อย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าขยายจุดให้บริการเพิ่มเติม โดยใช้โมเดลปรับปรุงคลังสินค้ากระจายสินค้าเดิม (RDC) ของ SCG Logistics ในต่างจังหวัดให้เป็นคลังห้องเย็นขนาดเล็ก (Small Size) เสริมศักยภาพเครือข่ายทั่วประเทศ
ขณะเดียวกันยังเดินหน้าโครงการห้องเย็นในประเทศมาเลเซีย เฟสที่ 2 ต่อเนื่องจากเฟสแรกที่เริ่มสร้างรายได้แล้วในปี 2568 ปัจจุบันบริษัทมีคลังสินค้าห้องเย็นในประเทศรวม 7 สาขา พื้นที่จัดเก็บรวมราว 150,000 พาเลต ซึ่งอัตราการเช่าพื้นที่ในปี 2568 ทำสถิติสูงสุดใหม่ สะท้อนแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งของธุรกิจดังกล่าว
พร้อมกันนี้ บริษัทอยู่ระหว่างศึกษากลยุทธ์การเติบโตร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจที่กลุ่มอาหารและสุขภาพ ครอบคลุม Food Supply Chain, Wellness และยา–เวชภัณฑ์ (Pharma) ในการสร้าง Synergy ระหว่างจุดแข็งขององค์กร เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจในระยะยาวทั้งการการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) และการลงนามความร่วมมือ (MOU) ทางธุรกิจเบื้องต้นคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปี 2569
@ขยายฐาน
ขณะเดียวกัน SJWD เดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านคลังสินค้า โดยคลังสินค้าใหม่ที่เริ่มก่อสร้างในปี 2568 จะเริ่มเข้ามาสร้างรายได้ในปี 2569 รวมถึงโครงการระยะที่ 2 (Phase 2) ที่ได้รับการสนับสนุนจากลูกค้ารายใหญ่ อาทิ กลุ่ม Big Carrier เพื่อรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
ในกลุ่มธุรกิจยานยนต์ (Automotive) ปี 2569 บริษัทจะรุกเข้าสู่ EV Supply Chain และธุรกิจ After Market มากขึ้น โดยเน้นแบรนด์ที่เริ่มผลิตในประเทศเพื่อชดเชยการนำเข้า ล่าสุดเริ่มได้รับงานจากแบรนด์ใหม่ อาทิ BYD, Changan, Omoda และ Jaecoo พร้อมขยายฐานลูกค้าไปยังการรับฝากอุปกรณ์และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งจะเริ่มส่งผลเชิงบวกต่อผลประกอบการอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป
ขณะเดียวกัน SJWD เตรียมเร่งขยายธุรกิจในต่างประเทศให้ครอบคลุมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ควบคู่กับการขยายโครงข่ายบริการในจีนอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการเชื่อมโยงซัพพลายเชนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และผลไม้ระหว่างไทย–จีน รวมถึงการรับรู้ประโยชน์เต็มปีจากความร่วมมือกับพันธมิตรในจีน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
