JMART เคลียร์จบฟื้นแรง “อดิศักดิ์” ลั่นปีนี้ดีทุกธุรกิจ

#JMART #ทันหุ้น - JMART พ้นจุดต่ำสุด หลังปรับโครงสร้างจบ J ตัวเบาพร้อมฟื้น บอสใหญ่ “อดิศักดิ์” ลั่นปี 2569 งบพลิกเติบโตก้าวกระโดด ชี้เจมาร์ทโมบายขายมือถือมาแรง กลุ่ม "Locked Phone" พอร์ตเด้ง วางธงพุ่งเกือบเท่าตัว ส่วน JMT กำไรจะพุ่ง หลังมีกลยุทธ์เก็บเงิน เดินหน้าธุรกิจเทคจาก JVC ไม่ห่วงตี๋น้อยกำไรลดชี้เป็นกลยุทธ์เร่งขยายสาขาแข่งขัน ส่ง 3 บริษัทย่อย KBJ-JVC- ตี๋น้อย” เข้าตลาดหุ้น
นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า บริษัทมองว่าภาพรวมธุรกิจได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว หลังจากปี 2568 ที่ผ่านมาได้มีการทำ "Big Cleaning" โดยเฉพาะการตั้งสำรองของบริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) หรือ J ที่ทำไปทั้งหมดกว่า 800 ล้านบาท และจะไม่มีปัจจัยลบในส่วนเข้ามาในปี 2569 ซึ่งถือว่าจบสิ้นกระบวนการแล้ว ทำให้ปัจจุบันบริษัทมีความคล่องตัวสูง หรือ "ตัวเบา" พร้อมที่จะกลับมาเติบโตอย่างก้าวกระโดดอีกครั้ง เพื่อตอบทุกธุรกิจในกลุ่มที่เติบโตอย่างโดดเด่น
@ ปีนี้ทุกธุรกิจกระหึ่ม
สำหรับกลยุทธ์สำคัญที่จะขับเคลื่อนการเติบโตในปีนี้ กลุ่มธุรกิจโทรศัพท์มือถือ จะมีการเติบโตมาก จากความต้องการที่สูงเพื่อรองรับเทคโนโลยี และการให้สินเชื่อที่ทำให้ลูกค้าเข้าถึงได้ มองว่าการเติบโตในอนาคตไม่ได้วัดจากจำนวนสาขา แต่ขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัลและ Synergy ประเมินในปี 2569 กลุ่มธุรกิจมือภายใต้การดำเนินงานของ “เจมาร์ท โมบาย” น่าจะสามารถเติบโตได้ราว 50%
ขณะที่บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ SGC ซึ่งเป็นหัวหอกในรูปแบบการปล่อยสินเชื่อ "Locked Phone" ซึ่งเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้ SGC มีแผนรุกตลาดอย่างหนัก ซึ่งเตรียมปล่อยสินเชื่อใหม่เพิ่มอีกกว่า 12,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด จากพอร์ตเดิมที่มีอยู่ราว 14,000-15,000 ล้านบาท
สำหรับ SINGER เองก็สามารถสลัดภาพลบในอดีตได้สำเร็จ ปัจจุบันความเสี่ยงเรื่องสต๊อกสินค้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และสินค้าในสต๊อกเหลือเพียง 200 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่สัดส่วนพอร์ตสินค้ามาเน้นมือถือ ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างชัดเจน
ขณะที่กลุ่มธุรกิจบริหารหนี้เสียภายใต้บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT ในบริษัทตั้งเป้าหมายปี 2569 ผลงานเติบโตราว 30% จากปี 2568 เพราะหันเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บหนี้ด้วยเทคโนโลยี AI และการควบคุมต้นทุนที่เข้มงวด ซึ่งตั้งเป้าเรียกเก็บเงินสด (Cash Collection) ในปี 2569 ไว้ที่ 9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทำได้ 8.4 พันล้านบาท ผ่านกลยุทธ์ "Haircut" หรือการส่วนลดปิดบัญชีเพื่อจูงใจลูกหนี้ให้ชำระเงินคืนมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มกระแสเงินสดให้กับบริษัทในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
ส่วนกลุ่มธุรกิจ J Ventures หรือ JVC ซึ่งเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยี คาดว่าจะทำกำไรได้ถึง 100 ล้านบาทในปีนี้ จากการให้บริการระบบยืนยันตัวตน (e-KYC) และ AI ซึ่งปัจจุบันมี SGC เป็นลูกค้าหลัก และกำลังขยายฐานไปยังกลุ่มสถาบันการเงินและหน่วยงานอื่นๆ เพิ่มเติม
ด้านธุรกิจในส่วนของ บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ปจำกัด หรือ สุกี้ตี๋น้อย (JMART ถือหุ้นในสัดส่วน 30%) นั้นแม้ปี 2568 มาร์จิ้นจะปรับลดลง เพราะมีการเปิดสาขาใหม่ต่อเนื่อง โดยมีการเร่งเปิดสาขาถึง 107 แห่ง ซึ่งเป็นกลยุทธ์ในการที่จะแข่งขัน ให้มีส่วนแบ่งทางตลาดให้มากขึ้น เพื่อก้าวสู่เป็นผู้นำตลาดในอนาคต ซึ่งมองปี 2569 แนวโน้มดีต่อเนื่อง
“แนวโน้มผลประกอบการว่า จะเห็นสัญญาณการเติบโตที่โดดเด่นตั้งแต่ไตรมาส 1/2569 เป็นต้นไป โดยทุกบริษัทในเครือล้วนมีปัจจัยบวกสนับสนุนชัดเจน ทั้งในเรื่องของเงินสดในมือที่แข็งแกร่ง และการบริหารจัดการความเสี่ยงที่อยู่หมัด นี่คือช่วงเวลาที่ JMART จะกลับมาทวงความยิ่งใหญ่คืน" นายอดิศักดิ์กล่าวสรุป
@ เล็งดัน 3 บริษัทลูกเข้าตลาด
นอกจากนี้ ในปี 2569 ทาง JMART เตรียมความพร้อมสมัครเข้าร่วมโครงการ Jump+ ของตลาดหลักทรัพย์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างขออนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท มุ่งใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนแพลตฟอร์ม และใช้ AI เข้ามาเพิ่มศักยภาพ นอกจากนี้ JMT ตั้งเป้ากำไรเติบโต 30% ขณะที่ SINGER และ SGC ตั้งเป้ากำไรเติบโตอีก 50% และมีแผนผลักดัน 3 บริษัท ได้แก่ สุกี้ตี๋น้อย, KBJ และ J Ventures เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป
อย่างไรก็ดี ล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท อนุมัติเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.67 บาท โดยได้จ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 0.24 บาท และเตรียมจ่ายปันผลงวดครึ่งปีหลังเพิ่มเติมอีก 0.43 บาทต่อหุ้น กำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 6 พฤษภาคม 2569
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
