ชาวสิงคโปร์ติดไวรัสฮันตา 2 ราย UN หาทางรับมือการระบาด

ทางการสิงคโปร์เปิดเผยเมื่อวานนี้ (พฤหัสบดี) ว่า มีชาวสิงคโปร์ 2 คนอยู่บนเรือสำราญที่กลายเป็นศูนย์กลางของการระบาดของเชื้อ “แอนดีส ฮันตาไวรัส” (Andes hantavirus) ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 3 ราย
บริษัทเดินเรือสำราญสัญชาติดัตช์ Oceanwide Expeditions ยืนยันเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า กำลังเผชิญ “สถานการณ์ทางการแพทย์ร้ายแรง” บนเรือสำราญเอ็มวี ฮอนดิอุส (MV Hondius) ซึ่งเดินทางจากอาร์เจนตินาไปยังประเทศหมู่เกาะเคปเวิร์ด
หนึ่งในผู้โดยสารบนเรือสำราญลำดังกล่าว เป็นชายชาวสิงคโปร์อายุ 67 ปี เดินทางกลับถึงสิงคโปร์เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ส่วนอีกคนเป็นผู้พำนักถาวรของสิงคโปร์ อายุ 65 ปี เดินทางถึงเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม
ทั้งสองคนลงจากเรือลำเดียวกัน และยังโดยสารเที่ยวบินเดียวกับผู้ติดเชื้อฮันตาไวรัสที่ได้รับการยืนยันเมื่อวันที่ 25 เมษายน ก่อนที่ผู้ติดเชื้อรายนั้นจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา
สำนักงานโรคติดต่อแห่งสิงคโปร์ หรือซีดีเอ ระบุว่า เชื้อแอนดีส ฮันตาไวรัส สามารถทำให้เกิดภาวะหายใจลำบาก และอาการอาจทรุดลงอย่างรวดเร็วจนเข้าสู่ภาวะช็อกและเสียชีวิตได้
รายงานข่าวระบุว่า เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะ การรักษาจึงเน้นเพียงการบรรเทาอาการ
องค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น เปิดเผยว่า กำลังทำงานร่วมกับประเทศกาบูเวร์ดี (เคปเวิร์ด) และพันธมิตรนานาชาติ เพื่อตอบสนองต่อกรณีผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตา ที่เชื่อมโยงกับการระบาดบนเรือสำราญเอ็มวี ฮอนดิอุส ซึ่งขณะนี้กำลังมุ่งหน้าไปยังหมู่เกาะคานารี
สเตฟาน ดูจาร์ริก โฆษกสหประชาชาติ แถลงเมื่อวานนี้ (พฤหัสบดี) ว่า มีรายงานผู้ติดเชื้อแล้วทั้งหมด 8 ราย และในจำนวนนี้เสียชีวิต 3 ราย
ตามข้อมูลของยูเอ็น การรับมือกับสถานการณ์ครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างทางการกาบูเวร์ดี, องค์การอนามัยโลก (WHO) และประเทศพันธมิตร ได้แก่ เนเธอร์แลนด์, สเปน และสหราชอาณาจักร รวมถึงบริษัทผู้ให้บริการเรือสำราญลำดังกล่าว
ดูจาร์ริกกล่าวว่า ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลกได้ขึ้นไปประจำการบนเรือที่กาบูเวร์ดี และมีแพทย์จากเนเธอร์แลนด์อีก 2 คน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งยุโรป (ECDC) เข้าร่วมทีมด้วย โดยคาดว่าทีมทั้งหมดจะอยู่บนเรือจนกว่าเรือจะเดินทางถึงหมู่เกาะคานารี
เขาระบุว่า ทีมแพทย์กำลังตรวจประเมินสุขภาพของผู้โดยสารและลูกเรือทุกคน พร้อมรวบรวมข้อมูลเพื่อประเมินความเสี่ยงของการติดเชื้อ
นอกจากนี้ ทีมงานของยูเอ็นยังช่วยสนับสนุนการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย 3 รายไปยังประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อเข้ารับการรักษาเฉพาะทางด้วย
ทั้งนี้ ไวรัสฮันตาแต่ละสายพันธุ์มักเกี่ยวข้องกับสัตว์ฟันแทะชนิดเฉพาะ ซึ่งสามารถติดเชื้อไวรัสแบบเรื้อรังได้โดยไม่แสดงอาการป่วย
มีเพียงบางสายพันธุ์เท่านั้นที่ทราบว่าสามารถก่อโรคในมนุษย์ได้
กระทรวงสาธารณสุขสวิตเซอร์แลนด์ (FOPH) เปิดเผยว่า ไวรัสชนิดนี้ตั้งชื่อตาม “แม่น้ำฮันตัน” ในเกาหลีใต้ หลังจากมีทหารกว่า 3,000 นายล้มป่วยอย่างรุนแรงระหว่างสงครามเกาหลีช่วงปี 1950–1953 จากการติดเชื้อดังกล่าว
สำนักงานโรคติดต่อของสิงคโปร์ ระบุว่า การติดเชื้อไวรัสฮันตาในมนุษย์เกิดขึ้นเมื่อสูดดมฝุ่นที่ปนเปื้อนปัสสาวะ มูล หรือน้ำลายของสัตว์ฟันแทะที่ติดเชื้อ โดยเฉพาะระหว่างทำความสะอาดหรือรบกวนพื้นที่ที่มีหนูอาศัยอยู่
เพื่อลดความเสี่ยง ผู้ที่เดินทางไปยังพื้นที่ที่พบการแพร่ระบาดของไวรัสฮันตา ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ฟันแทะและพื้นที่ปนเปื้อน รักษาความสะอาดที่พัก ใช้ผ้าชุบน้ำหรือไม้ถูพื้นทำความสะอาดแทนการกวาดแบบแห้ง รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วย
ซีดีเอ ระบุเพิ่มเติมว่า ไวรัสฮันตาสายพันธุ์แอนดีส ซึ่งพบในบางพื้นที่ของอเมริกาใต้ มีความเกี่ยวข้องกับการแพร่เชื้อจากคนสู่คน อย่างไรก็ตาม “รูปแบบการแพร่เชื้อในกรณีที่เชื่อมโยงกับเรือสำราญเอ็มวี ฮอนดิอุส ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน”
องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ยังระบุว่า ยังไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ของการแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้ และแนะนำให้ผู้ที่เคยอยู่บนเรือฮอนดิอุส เฝ้าระวังอาการของตนเอง และรีบพบแพทย์หากมีอาการผิดปกติ
มาเรีย แวน เคอร์โคฟ หัวหน้าฝ่ายเตรียมความพร้อมด้านโรคระบาดของ WHO กล่าวว่า จากข้อมูลการระบาดในอดีต “ความเสี่ยงโดยรวมต่อประชาชนยังอยู่ในระดับต่ำ”
WHO ยังระบุว่า การวินิจฉัยโรคในระยะแรก “ทำได้ยาก” เพราะอาการคล้ายกับโรคทางเดินหายใจอื่น ๆ เช่น โควิด-19
ผู้ต้องสงสัยติดเชื้อสามารถยืนยันผลได้ด้วยการตรวจทางห้องปฏิบัติการหลายรูปแบบ รวมถึงการตรวจหา “แอนติบอดี IgM จำเพาะต่อไวรัสฮันตา” ซึ่งเป็นแอนติบอดีกลุ่มแรกที่ระบบภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการติดเชื้อ
แวน เคอร์โคฟ กล่าวว่า WHO กำลังตรวจสอบแหล่งที่มาของการสัมผัสเชื้อ ผ่านการสอบสวนทางระบาดวิทยา การติดตามผู้สัมผัส และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
สำหรับอาการของผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตา ซีดีเอระบุว่า อาการติดเชื้อไวรัสฮันตา แอนดีส มักประกอบด้วย ไข้ ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย อาการทางระบบทางเดินอาหาร และหายใจลำบาก ซึ่งอาจลุกลามอย่างรวดเร็วจนเกิดภาวะช็อกและเสียชีวิต
WHO ระบุว่า ในทวีปอเมริกา การติดเชื้ออาจนำไปสู่ “กลุ่มอาการหัวใจและปอดจากไวรัสฮันตา” (Hantavirus Cardiopulmonary Syndrome) หรือ HCPS ซึ่งเป็นภาวะรุนแรงที่ส่งผลต่อปอดและหัวใจอย่างรวดเร็ว
ส่วนในยุโรปและเอเชีย ฮันตาไวรัสมักก่อให้เกิด “ไข้เลือดออกร่วมกับภาวะไตผิดปกติ” (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome) หรือ HFRS ซึ่งส่งผลกระทบหลักต่อไตและหลอดเลือด
WHO อธิบายว่า ในผู้ป่วย HCPS โรคอาจลุกลามอย่างรวดเร็วจนเกิดอาการไอ หายใจสั้น น้ำท่วมปอด และภาวะช็อก ส่วนผู้ป่วย HFRS ในระยะท้ายอาจมีความดันโลหิตต่ำ เลือดออกผิดปกติ และไตวาย
CDA ระบุว่า หากชายทั้งสองรายตรวจไม่พบเชื้อ จะต้องถูกกักตัวเป็นเวลา 30 วันนับจากวันที่สัมผัสเชื้อครั้งสุดท้าย “เนื่องจากผู้ป่วยไวรัสฮันตาส่วนใหญ่จะแสดงอาการภายในช่วงเวลาดังกล่าว”
ก่อนออกจากการกักตัว ทั้งสองจะได้รับการตรวจซ้ำอีกครั้ง และหลังจากนั้นจะเข้าสู่การติดตามอาการทางโทรศัพท์ต่อจนครบ 45 วันนับจากวันที่สัมผัสเชื้อ ซึ่งเป็นระยะฟักตัวสูงสุดของไวรัสฮันตา
ส่วนจำนวนผู้ป่วยและเสียชีวิตนั้น WHO ประเมินว่า ในแต่ละปีทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตาประมาณ 10,000 ถึงมากกว่า 100,000 ราย โดยเอเชียและยุโรปเป็นภูมิภาคที่มีภาระโรคสูงที่สุด
โรค HFRS พบผู้ป่วยหลายพันรายต่อปีในเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะจีนและเกาหลีใต้
WHO ระบุว่า อัตราการเสียชีวิตของ HFRS อยู่ระหว่างต่ำกว่าร้อยละ 1 ถึงร้อยละ 15 ในเอเชียและยุโรป
แม้ HCPS จะพบได้น้อยกว่ามาก แต่มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 20–40 ทำให้ถือเป็นโรคที่น่ากังวลอย่างยิ่งด้านสาธารณสุข
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
