รีเซต

"ญี่ปุ่น" กระอัก ยอดดิวตี้ฟรีดิ่งหนัก เซ่นพิษ ตึงเครียด "จีน" ปม "ไต้หวัน" จับตาเขย่าท่องเที่ยวยาว

"ญี่ปุ่น" กระอัก ยอดดิวตี้ฟรีดิ่งหนัก เซ่นพิษ ตึงเครียด "จีน" ปม "ไต้หวัน" จับตาเขย่าท่องเที่ยวยาว
TNN ช่อง16
12 มกราคม 2569 ( 08:00 )
11

"ญี่ปุ่น VS จีน" ตึงเครียดหนัก กระทบ "เศรษฐกิจ" การท่องเที่ยวสะเทือน นักท่องเที่ยววูบหาย ดิวตี้ฟรียอดขายดิ่ง 


ญี่ปุ่นรับแรงกระแทกครั้งใหญ่ หลังจากมีเกิดข้อพิพาทกับทางการจีน เรื่องไต้หวัน จากคำพูดของผู้นำของญี่ปุ่น ที่ลุกลามบานปลายไปถึงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่เกิดแรงกระเพื่อมอย่างชัดเจนแล้ว ตั้งแต่นักท่องเที่ยวจีนที่วูบหายไป จนถึงยอดขายสินค้าดิวตี้ฟรี  


สถานการณ์การท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นในวันนี้ต้องน่าจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นภาคส่วนที่รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่นและจีน ที่บานปลายยาวนานข้ามปี หลังจากที่นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่น ได้ออกมาพูดถึงไต้หวันในแง่ของความมั่นคงต่อญี่ปุ่น เมื่อช่วงประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 ในปีที่ผ่านมา และหลังจากนั้นก็เกิดแรงกระแทกครั้งใหญ่ เพราะคำพูดดังกล่าวนั้นทำให้ทางการจีนไม่พอใจ โดยมองว่าญี่ปุ่นกำลังแทรกแซงกิจการภายใน ส่งผลให้ความตึงเครียดทางการทูตญี่ปุ่น–จีนเพิ่มขึ้นทันที 


จีนเรียกร้องให้ญี่ปุ่นถอนคำพูด และแสดงท่าทีตอบโต้กดดันอย่างหนัก พร้อมออกประกาศเตือนให้ประชาชนจีนเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทางไปญี่ปุ่นทันที โดยระบุว่ามีความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยต่อพลเมืองของจีนหากเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น  พร้อมกันนี้ทางการจีนยังได้ยื่นหนังสือประณามต่อ องค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่าคำพูดนี้ “เป็นการละเมิด” และกระทบต่อหลักการจีนเดียว


แม้มาตรการจากจีนจะไม่มีการงัดออกมาใช้อย่างเป็นทางเพื่อตอบโต้ญี่ปุ่น แต่ที่สิ่งเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม คือ นักท่องเที่ยวจีนที่เคยมีอย่างคึกคักกับหายวูบไปอย่างชัดเจน หลังจากเกิดประเด็นอ่อนไหวดังกล่าวขึ้นมาระหว่างสองชาติ ตั้งแต่ยอดเข้าพักในโรงแรม ไปถึงยอดขายสินค้าในพื้นที่ท่องเที่ยว ซึ่งล้วนแต่มีผลต่อรายได้ของประเทศญี่ปุ่น ที่ได้ใช้เครื่องยนต์ด้านการท่องเที่ยวโกยเงินอย่างต่อเนื่อง


สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ยอดขายสินค้าดิวตี้ฟรี หรือสินค้าปลอดภาษี จากห้างดังๆชั้นของญี่ปุ่น ลดหวบลงอย่างหนัก ในเดือนธันวาคมหรือช่วงเวลาปลายปีที่แล้ว ซึ่งข้อมูลของสินค้าดิวตี้ฟรี นับได้ว่าเป็นตัวเลขของการชอปปิงจากนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยตรง ดังนั้นจึงเป็นการสะท้อนให้เราได้เห็นว่าภาคค้าปลีกของญี่ปุ่นกำลังได้รับผลกระทบและรับแรงกดดันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างญี่ปุ่นและจีนอย่างมีนัยสำคัญ 


รายงานระบุว่าห้างดังอย่าง ไดมารุและมัตสึซากายะของบริษัท J Front Retailing Co. มียอดขายปลอดภาษีดิ่งลง 17% เมื่อเทียบรายปี และส่งผลให้ยอดขายรวมทั้งเดือนลดลง 1.9% ขณะที่ Takashimaya Co. ระบุว่า ยอดขายปลอดภาษีลดลง 11% จากการที่ยอดชอปปิงของนักท่องเที่ยวขาเข้าอ่อนแรงลง การชะลอตัวดังกล่าวทำให้การเติบโตของยอดขายรวมของบริษัทจำกัดอยู่ที่ 4.1% แม้ว่าอุปสงค์ภายในประเทศจะยังแข็งแกร่ง 


ด้าน Matsuya Co. รายงานว่ายอดขายที่ร้านแฟลกชิปย่านกินซ่าลดลงราว 11% ในเดือนที่ผ่านมา โดยบ่งชี้ว่าได้ว่านักท่องเที่ยวชาวจีนกำลังหายไปจากตลาด ส่วน Isetan Mitsukoshi Holdings Ltd. ระบุว่ายอดขายปลอดภาษีในร้านภายในประเทศลดลง 14% กดดันให้ยอดขายรวมลดลง 0.5%


"นักท่องเที่ยวชาวจีน" เป็นที่ต้องการของตลาดท่องเที่ยวทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ญี่ปุ่น และหากสถานการณ์ระหว่างสองชาติ ยังหาทางลงไม่ได้ ย่อมกระทบต่อรายได้ของประเทศ 


ตลอดหลายปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวจากจีนได้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น โดยเฉพาะในยุคหลังจากการระบาดของโควิด-19  ญี่ปุ่นได้มีการเปิดประเทศเพื่อการท่องเที่ยวอีกครั้ง และสามารถสร้างยอดนักท่องเที่ยวจากอย่างมหาศาล โดยเฉพาะปีที่ผ่านมา ที่ค่าเงินเยนอ่อนค่า ก็เป็นปัจจัยหนุนสำคัญ ที่มาต่อยอดรวมกับมาตรการวีซ่าฟรีของประเทศได้  


แม้ผู้คนจากทั่วโลกจะหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวญี่ปุ่นมากขึ้นๆเรื่อยๆ แต่สำหรับตลาดจีนยังคงเป็นตลาดหลักของการท่องเที่ยวญี่ปุ่น ทั้งในแง่ของจำนวนคน และยอดการใช้จ่าย  ข้อมูลขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวญี่ปุ่น (JNTO) ระบุตัวเลขสัดส่วนนักท่องเที่ยวจีนที่ไปญี่ปุ่น คิดเป็นหนึ่งในห้าของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด หรือคิดเป็นตัวเลขมากกว่า 20% ในแต่ละปี  โดยเฉพาะช่วงก่อนโควิด ปี 2019 นักท่องเที่ยวจีนเคยพุ่งไปถึง 30% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด ส่วนตัวเลขในปี 2567 มีชาวจีนเดินทางเข้าญี่ปุ่นอยู่ประมาณ 6 ล้าน 9 แสน 8 หมื่นคน ขณะที่ในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายนของปีที่แล้ว นักท่องเที่ยวจีนใช้จ่ายในญี่ปุ่นประมาณ 590,000 ล้านเยน (หรือกว่า 3,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดเมื่อจำแนกตามประเทศหรือภูมิภาค


แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพึ่งพานักท่องเที่ยวคนจีนมากไป ก็อาจกลายเป็นจุดอ่อนหรือความเปราะบางได้เช่นกัน หากการเมืองระหว่างประเทศยังคงคุกรุ่นและไม่อาจหาทางคลี่คลายสถานการณ์ลงได้ บลูมเบิร์กระบุว่า การเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนชะลอลงอย่างชัดเจนในเดือนพฤศจิกายนในปีที่ผ่านมา ไปอยู่ในระดับที่อ่อนแรงที่สุดในรอบเกือบ 4 ปี 


แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ส่วนหนึ่งย่อมมาจากคำเตือนของรัฐบาลจีน ที่ออกมาประกาศไม่สนับสนุนให้คนจีนการเดินทางเข้าสู่ญี่ปุ่น ตั้งแต่การท่องเที่ยวไป ไปถึงการทำงาน และการเดินทางเข้ามาเรียนมาศึกษาต่อ นอกจากนี้ยังมีข่าวว่าทางการจีนได้สั่งลดจำนวนเที่ยวบินหรือไฟลต์บินจากจีนเข้าสู่ญี่ปุ่น ลากยาวไปถึงเดือนมีนาคมในปีนี้ ซึ่งหมายความว่ามีผลยาวไปถึงช่วงเทศกาลตรุษจีน หรือปีใหม่ของจีนซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นช่วงเวลาแห่งการท่องเที่ยวที่ชาวจีนจะมีการเดินทางออกนอกประเทศกันอย่างคึกคักและมีการใช้จ่ายสะพัดสูงที่สุดของปี 


ขณะที่ก่อนหน้านี้ก็มีรายงานข่าวว่าบริษัททัวร์รายใหญ่หลายแห่งในจีนได้ระงับหรือยกเลิกการขายทริปท่องเที่ยวญี่ปุ่นไปเลย นอกจากนี้ยังมีข่าวว่าความตึงเครียดยังได้แพร่กระจายไปยังอุตสาหกรรมบันเทิง สื่อของจีนรายว่าภาพยนตร์ญี่ปุ่นถูกเลื่อนฉายออกไปในจีน เช่น  ภาพยนตร์อนิเมะเรื่อง "เครยอนชินจัง" 


ด้านตัวเลขผลกระทบหรือรายได้ที่จะหายไปครั้งนี้ของญี่ปุ่น ยังคงต้องจับตาและประเมินอย่างรอบด้าน เช่น ข้อมูลล่าสุดจาก China Trading Desk ระบุว่า รายได้ที่หายไปของญี่ปุ่นอาจจะสะสมพุ่งไปสูงถึง 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หากมีนักท่องเที่ยวจีนมีการยกเลิกแผนการเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น ขยายออกไปจนถึงเดือนเมษายนของปีนี้


ด้านความเห็นจากนักเศรษฐศาสตร์ ฮิโรมุ โคมิยะ จากสถาบันวิจัยญี่ปุ่น ระบุว่าภาคการท่องเที่ยวยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์การเติบโตหลักของญี่ปุ่น และหากการชะลอตัวยืดเยื้อ จะเสี่ยงกระทบต่อกำไรของภาคธุรกิจและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยประเมินไว้ว่าประเทศญี่ปุ่นอาจสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวในปีนี้สูงสุดถึง 1.2 ล้านล้านเยน หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง