รีเซต

‘คลัง’รื้อภาษี EV ปี 70 ดันMade in Thailand ชงครม. ภายใน2สัปดาห์

‘คลัง’รื้อภาษี EV ปี 70 ดันMade in Thailand ชงครม. ภายใน2สัปดาห์
ทันหุ้น
19 ตุลาคม 2569 ( 10:34 )

#ทันหุ้น-คลังเปิดยุทธศาสตร์ปรับโครงสร้างภาษี EV ยุคใหม่ งัดกำแพงสรรพสามิตเริ่มใช้ต้นปี 70 บีบใช้ Local Content "Made in Thailand" รักษาไทยศูนย์กลางยานยนต์ภูมิภาค คาดเข้าครม.ภายใน 2 สัปดาห์

เปิดฉากก้าวสำคัญของทิศทางนโยบายอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เมื่อภาครัฐเตรียมปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV)เข้าสู่เฟสใหม่ จากเดิมที่เคยเน้นการให้สิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจการลงทุน เปลี่ยนผ่านสู่มาตรการปกป้องการลงทุนในประเทศ พร้อมรื้อเกณฑ์ Local Content ครั้งใหญ่ มุ่งดันไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า

จาก "ยาแรง" EV 3.0-3.5 สู่การตั้งภาษีสรรพสามิต

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวว่า ยุทธศาสตร์ยานยนต์ไฟฟ้าของไทยเริ่มต้นเมื่อ 4–5 ปีก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยตกขบวนและเสียตำแหน่งศูนย์กลางยานยนต์ของภูมิภาคให้แก่คู่แข่งอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือมาเลเซีย โดยรัฐบาลได้อัดฉีดมาตรการ EV 3.0 ซึ่งเป็นยาแรงระยะเวลาสั้น 2 ปี ทั้งการลดภาษีสรรพสามิตและมอบเงินอุดหนุนตรง เพื่อกระตุ้นตลาดและดึงดูดค่ายรถยนต์เข้ามาตั้งฐานการผลิต ก่อนจะค่อย ๆ ลดสิทธิประโยชน์ลงในมาตรการ EV 3.5

มาตรการดังกล่าวประสบความสำเร็จในการดึงดูด 8 ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากจีน เข้ามาสร้างโรงงานผลิตในไทย ซึ่งแต่ละแห่งวางสเกลการผลิตระดับ 100,000 คันต่อปี เพื่อรองรับการขายในไทยและส่งออกไปยังตลาดพวงมาลัยขวา อาทิ มาเลเซีย ญี่ปุ่น อังกฤษ และออสเตรเลีย

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่เฟสถัดไป รัฐเตรียมยกมาตรการภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ EV ที่นำเข้าทั้งคัน (CBU) โดยไร้ฐานการผลิตในไทย จากเดิมที่เสียภาษีประมาณ 10% ปรับสู่ระดับที่สูงขึ้น โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป เพื่อเป้าหมายหลัก 2 ประการ คือ ปกป้องผู้ลงทุนเดิมที่ลงทุนสร้างโรงงานและ Supply Chain ในไทยไปแล้ว ขณะเดียวกัน ก็ต้องการให้ค่ายรถยนต์ที่ยังใช้วิธีนำเข้า ต้องเร่งเข้ามาเจรจาตั้งโรงงานผลิตเป็นรายต่อไป

รื้อเกณฑ์ Local Content

ประเด็นสำคัญในการปฏิรูปภาษีครั้งนี้ คือ การเปลี่ยนมาตรฐานการวัดสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ซึ่งที่ผ่านมา การนับ Local Content 40% ตามเกณฑ์ WTO อิงกับภาษีศุลกากร ซึ่งมีจุดอ่อนเนื่องจากนำกำไร ซึ่งนับได้ถึง 15%, ค่าแรง, ค่าน้ำ และค่าไฟ มารวมคำนวณ ทำให้ไม่ได้สะท้อนการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์จริงในประเทศ

ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหานี้ รัฐบาลเตรียมนำภาษีสรรพสามิตมาเป็นกลไกหลัก และกำหนดเกณฑ์ Local Content ใหม่ภายใต้มาตรฐาน Made in Thailand (MIT) ซึ่งจะเน้นการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทยจริง ๆ โดยแบ่งโครงสร้างภาษีออกเป็น 3 Tier (3 ระดับอัตรา) คือ 1. Tier อัตราต่ำสุด (ภาษีถูกที่สุด) โดยผู้ประกอบการที่มีโรงงานในไทย และใช้ชิ้นส่วน Local Content (MIT) ครบตามเกณฑ์กำหนด

2.Tier อัตรากลาง โดยผู้ประกอบการที่มีโรงงานในไทย แต่ยังพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศ ในสัดส่วนสูง และ 3. Tier อัตราสูงสุด (ภาษีแพงที่สุด) สำหรับรถยนต์ที่นำเข้าทั้งคัน (CBU) โดยไม่มีโรงงานผลิตในประเทศ

ยึดการปล่อย CO2

สำหรับทิศทางการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ยุคใหม่ ภาครัฐจะไม่กำหนดอัตราภาษีแยกตามประเภทเทคโนโลยีเฉพาะเจาะจง ไม่ว่าจะเป็น BEV, REEV หรือ Hybrid เนื่องจากเทคโนโลยีมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว แต่จะใช้ไม้บรรทัดเดียว คือ ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เป็นเกณฑ์หลัก ยานยนต์ที่ปล่อย CO2 น้อยจะได้รับอัตราภาษีต่ำ เพื่อจูงใจการพัฒนายานยนต์สะอาดอย่างแท้จริง

สยบกระแสข่าว "เอาใจญี่ปุ่น"

ต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าการปรับขึ้นภาษีนำเข้าเป็นการทำตามแรงโวยวายของค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นที่พ่ายแพ้ในสงครามราคา แหล่งข่าวกล่าวว่า มาตรการดังกล่าว ไม่ใช่การเอาใจค่ายรถญี่ปุ่นแต่เป็น Roadmap ยุทธศาสตร์ที่วางไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ต้น โดยเริ่มจากดึงการลงทุน สู่การสร้าง Supply Chain กำหนดให้ใช้ Local Content และสร้างมาตรการปกป้อง

ทั้งนี้ ในช่วงมาตรการ EV 3.0 และ 3.5 ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นปฏิเสธเทคโนโลยี BEV เนื่องจากประเมินว่าเทคโนโลยียังไม่พร้อม และเชื่อมั่นในเทคโนโลยี Hybrid, Hydrogen รวมถึงความจงรักภักดีต่อแบรนด์ของผู้บริโภคชาวไทย ทำให้ตกขบวนการลงทุน EV ในช่วงแรก ขณะที่ ค่ายรถจีนบางรายที่สายป่านไม่ยาวพอ ก็เผชิญความเสี่ยงในสงครามราคาเช่นกัน ดังนั้น การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตและจัดเกณฑ์ Local Content ครั้งนี้ จึงเป็นการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมการลงทุนระยะยาวของประเทศ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง