รีเซต

มหิดลปั้นศาลายาปลอดนิโคติน ตั้งเป้าเด็กปี 2560 ไม่สูบตลอดชีวิต

มหิดลปั้นศาลายาปลอดนิโคติน ตั้งเป้าเด็กปี 2560 ไม่สูบตลอดชีวิต
TNN ช่อง16
29 พฤษภาคม 2569 ( 12:17 )
20

มหาวิทยาลัยมหิดลเดินหน้าขยายผลนโยบายมหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่จากภายในรั้วมหาวิทยาลัยสู่ชุมชนรอบศาลายา จังหวัดนครปฐม ผ่านแนวคิด “Salaya No Nicotine Generation” ตั้งเป้าสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ปลอดนิโคติน โดยมุ่งให้เด็กที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ไม่เข้าสู่วงจรบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์นิโคตินตลอดชีวิต

การขับเคลื่อนดังกล่าวเปิดตัวในงานเสวนา “MU Unmasking the Vape Deception: กระชากหน้ากากกลลวง ปกป้องเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า” เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมกษาน จาติกวนิช มหาวิทยาลัยมหิดล เนื่องในโอกาสวันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคม โดยมี รศ.ดร.สิทธิวัฒน์ เลิศศิริ รองอธิการบดี เป็นประธาน พร้อมด้วยคณาจารย์ นักวิชาการ บุคลากรทางการแพทย์ นักศึกษาแพทย์ โรงเรียน ชุมชน องค์กรท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ศาลายาเข้าร่วม

ศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ หรือ ศจย. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ประเทศไทยลดอัตราการสูบบุหรี่จากร้อยละ 32 เหลือร้อยละ 16.7 ในช่วงปี 2532–2567 แต่แนวโน้มการลดลงเริ่มชะลอตั้งแต่ปี 2557 หลังบุหรี่ไฟฟ้าลักลอบเข้ามาและแพร่ระบาดในกลุ่มวัยรุ่น โดยเฉพาะวัยรุ่นหญิง

ศ.พญ.สุวรรณา ระบุว่า นิโคตินส่งผลต่อเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ เพราะกระทบต่อสมองที่กำลังพัฒนา การป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์นิโคตินตั้งแต่ยังไม่เริ่มสูบ จึงเป็นมาตรการสำคัญในการลดนักสูบหน้าใหม่

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบาย Nicotine-Free Generation ที่หลายประเทศใช้เพื่อสร้างสังคมปลอดบุหรี่แบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น อังกฤษที่กำหนดให้ผู้เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 เป็นต้นไป ไม่สามารถเข้าถึงบุหรี่ตามกฎหมายได้ตลอดชีวิต ขณะที่พื้นที่ศาลายาจะนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ในระดับชุมชน โดยมี ศจย. ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ทำหน้าที่สนับสนุนองค์ความรู้ ข้อเสนอเชิงนโยบาย และข้อมูลวิชาการ

ด้าน ผศ.ดร.อิทธิโชติ จักรไพวงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายกายภาพและสิ่งแวดล้อม และประธานคณะกรรมการพัฒนามหาวิทยาลัยมหิดลให้เป็นมหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่ ระบุว่า มหาวิทยาลัยมหิดลเริ่มพัฒนามหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่ตั้งแต่ปี 2552 โดยจัดพื้นที่ปลอดบุหรี่ 100% กำหนดจุดสูบบุหรี่อย่างเป็นระบบ จัดทำป้าย พื้นที่ระบายอากาศ และ Drop Box สำหรับรวบรวมบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ก่อนส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการ

มหาวิทยาลัยยังใช้ระบบดิจิทัลในการเฝ้าระวัง ผู้พบเห็นการสูบบุหรี่สามารถสแกน QR Code หรือแจ้งผ่านเว็บไซต์ nosmoking.mahidol.ac.th ข้อมูลจะถูกส่งเข้าสู่ระบบส่วนกลางและผู้ดูแลพื้นที่เพื่อตรวจสอบภายใน 15 วัน พร้อมมีทีมที่ปรึกษาตรวจเยี่ยมคณะทั้ง 38 แห่ง ทั้งแบบออนไลน์และลงพื้นที่จริง

ผศ.ดร.อิทธิโชติ ระบุว่า การรับมือบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มวัยรุ่นต้องใช้ภาษาที่เยาวชนเข้าใจ โดยให้นักศึกษาเป็นกำลังสำคัญในการแปลงข้อมูลวิชาการให้เข้าถึงคนรุ่นเดียวกัน จุดแข็งของมหาวิทยาลัยมหิดลคือการมีคณะแพทย์ โรงพยาบาล คลินิกช่วยเลิกบุหรี่ และผู้เชี่ยวชาญที่สามารถทำงานครบวงจร ตั้งแต่ให้ความรู้ ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือผู้ต้องการเลิกบุหรี่ ไปจนถึงสนับสนุนข้อเสนอเชิงนโยบายระดับประเทศ

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพันธกิจสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า Salaya No Nicotine Generation จะเริ่มที่เด็กอายุประมาณ 9–10 ปี หรือระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เพราะเป็นช่วงที่เด็กเรียนรู้อันตรายได้แล้ว และยังอยู่ก่อนวัยที่ความอยากลองเพิ่มสูงขึ้น เป้าหมายคือทำให้เด็กกลุ่มนี้ไม่เริ่มสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมติดตามต่อเนื่องปีต่อปีจนเติบโตถึงอายุ 20 ปี

เป้าหมายของพื้นที่ Sandbox คือทำให้ศาลายาเป็นพื้นที่ปลอดภัยรอบตัวเยาวชน ทั้งโรงเรียน มหาวิทยาลัย ชุมชน ร้านค้า หอพัก และพื้นที่สาธารณะ โดยเปลี่ยนจากการใช้กฎหมายอย่างเดียวไปสู่การสร้างวัฒนธรรมชุมชน ผ่านนโยบายที่ชัดเจน การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ และการมีส่วนร่วมของครอบครัวกับชุมชน

โครงการยังออกแบบให้เด็กมีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมในโรงเรียน การทำสัญญากับพ่อแม่ บทเรียนสำหรับครู และแอปพลิเคชัน “ภารกิจชีวิตยืนยาว” เพื่อสะสมความรู้และติดตามพฤติกรรมของเด็ก ครอบครัว และชุมชน โดยปรับบทบาทเด็กจากผู้ถูกห้าม เป็นผู้รู้เท่าทันและช่วยดูแลคนรอบตัว

สำหรับเยาวชนที่เข้าสู่วงจรนิโคตินแล้ว มหาวิทยาลัยมหิดลพัฒนาระบบช่วยเหลือผ่าน Ex(it) Program ดูแลเยาวชนอายุ 10–18 ปีที่เสพติดนิโคติน ให้เข้าสู่กระบวนการคัดกรอง ให้คำปรึกษา และบำบัดอย่างเหมาะสม ผ่านเครือข่ายคลินิกช่วยเลิกบุหรี่ของมหาวิทยาลัยมหิดล ได้แก่ คลินิกเลิกบุหรี่ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี พญาไท คลินิกฟ้าใส คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล บางกอกน้อย และคลินิกฟ้าใส ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก

วิชาดา นรสิงห์ นักศึกษาแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การขับเคลื่อนของนักศึกษาแพทย์ควรเป็นโครงสร้างระยะยาว ไม่ใช่กิจกรรมรณรงค์เฉพาะครั้ง โดยต้องรวมทีม สร้างเครือข่ายนักศึกษาแพทย์หลายสถาบัน และทำงานต่อเนื่องทั้งด้านนโยบายและงานวิจัย

วิชาดา ระบุว่า เป้าหมายสำคัญคือการป้องกันคนที่ยังไม่สูบ ไม่ให้เข้าสู่วงจรนิโคตินตั้งแต่ต้น ขณะเดียวกันผู้ที่สูบอยู่แล้วควรได้รับความช่วยเหลือ ไม่ถูกมองเป็นคนร้าย เพราะหลายคนเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากผลิตภัณฑ์นิโคติน

การขับเคลื่อน Salaya No Nicotine Generation จึงเป็นการต่อยอดมหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่สู่ชุมชนรอบศาลายา โดยใช้พลังของมหาวิทยาลัย บุคลากรทางการแพทย์ นักศึกษา โรงเรียน ครอบครัว และชุมชน ร่วมสร้างพื้นที่ต้นแบบที่ปกป้องเด็กตั้งแต่ก่อนเริ่มสูบ พร้อมมีระบบช่วยเหลือผู้ที่ต้องการออกจากวงจรนิโคตินอย่างเป็นรูปธรรม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง