รีเซต

“เอกนิติ” กางแผนรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย

“เอกนิติ” กางแผนรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย
TNN ช่อง16
2 มีนาคม 2569 ( 19:33 )
4

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงผลการประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยระบุว่าภาครัฐได้มีการวางกลยุทธ์เพื่อรับมือผลกระทบผ่าน 5 ช่องทางหลัก ซึ่งเน้นความต่อเนื่องและการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ดังนี้

1. ด้านความมั่นคงทางพลังงาน แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก แต่ไทยยังคงมีความสามารถในการบริหารจัดการสถานการณ์ได้ดี โดยปัจจุบันไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอใช้ได้นานถึง 60 วัน นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีกลไกผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่พร้อมบรรเทาผลกระทบด้านราคาไม่ให้ผันผวนรุนแรง เพื่อลดภาระต่อประชาชนในระยะสั้น แม้ราคาพลังงานโลกจะมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นบ้าง แต่คาดว่าจะอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้เนื่องจากอุปทานในตลาดโลกยังอยู่ในเกณฑ์ส่วนเกิน

2. ด้านการค้าสินค้าและบริการ ในภาพรวมผลกระทบโดยตรงถือว่าอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากสัดส่วนการส่งออกของไทยไปยังตะวันออกกลางมีไม่ถึงร้อยละ 4 อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชน เพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงแฝงที่อาจเกิดขึ้นในห่วงโซ่การขนส่งสินค้า เพื่อให้มั่นใจว่าการค้าระหว่างประเทศจะยังคงดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง

3. ด้านภาคการท่องเที่ยว ผลกระทบในส่วนนี้ประเมินว่าอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากสัดส่วนนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางคิดเป็นเพียงร้อยละ 4 ของจำนวนนักท่องเที่ยวรวม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมองเห็นโอกาสในระยะยาว หากศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลางได้รับผลกระทบ จนนำไปสู่การปรับเปลี่ยนเส้นทางหรือย้ายฐานการบินมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ไทยสามารถดึงดูดผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ได้

4. ด้านตลาดเงินและตลาดทุน ระบบการเงินของไทยยังคงแสดงความแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพสูง โดยธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานทุนสำรองระหว่างประเทศเกือบ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพียงพอต่อการรองรับความเสี่ยงและสถานการณ์ผันผวน นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ยังมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงในระดับที่แข็งแกร่ง ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนในระบบการเงินไทย

5. ด้านแรงงาน รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่เสี่ยง โดยได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงานจัดทีมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่ออำนวยความสะดวกและให้ความช่วยเหลือแก่แรงงานไทยในพื้นที่ขัดแย้งอย่างเต็มกำลัง

นอกเหนือจากมาตรการตั้งรับแล้ว รัฐบาลยังได้กำหนดโจทย์สำคัญให้ทุกหน่วยงานเร่งวางกลยุทธ์เชิงรุก โดยมุ่งเน้นการดึงดูดการลงทุนที่อาจย้ายฐานการผลิตมายังเอเชีย ตลอดจนยกระดับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งการท่องเที่ยว การแพทย์ และอาหาร โดยใช้จุดแข็งของไทยเรื่องบทบาทความเป็นกลางในเวทีโลก เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระหว่างประเทศ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง