รีเซต

สภาธุรกิจตลาดทุนเล็งยื่น 4 ข้อเสนอให้รัฐบาล เร่งดึงเงิน 5 แสนล้านบาทกลับไทย

สภาธุรกิจตลาดทุนเล็งยื่น 4 ข้อเสนอให้รัฐบาล เร่งดึงเงิน 5 แสนล้านบาทกลับไทย
TNN ช่อง16
7 กันยายน 2569 ( 18:57 )

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน(FETCO Investor Confidence Index หรือ ICI ) ที่เป็นผลสำรวจในเดือนสิงหาคม 2569 (วันที่ 24-31 สิงหาคม 2569) พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ในเกณฑ์ ร้อนแรงอย่างมากอยู่ที่ระดับ 165.89 


นักลงทุนมองว่าการไหลเข้าของเงินทุนเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทั้งนี้ หมวดธุรกิจที่นักลงทุนมองว่าน่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดขนส่งและโลจิสติกส์ ขณะที่ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด นักลงทุนมองว่าคือ สถานการณ์การเมืองในประเทศ


นายไพบูลย์ กล่าวว่า ในระยะถัดไปยังเชื่อว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสฟื้นตัวได้ในทิศทางที่ดี แม้ในช่วงที่ผ่านมาดัชนีจะปรับฐานย่อลงบ้าง จากความกังวลต่อปัจจัยในต่างประเทศ อาทิ เงินเฟ้อที่สูงจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อและไม่แน่นอน ,ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกยังทรงตัวในระดับสูง บวกกับมีแรงขายทำกำไรออกไปบ้าง และปัจจัยในประเทศเอง นักลงทุนยังรอความชัดเจนการเมืองในประเทศที่เกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาและคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่อาจมีผลต่อเสถียรภาพบ้าง แต่ไม่ได้อยู่ในระดับที่น่ากังวล ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีกำหนดจะตัดสินในวันที่ 28 กันยายนนี้ 


ทั้งนี้ หากปัจจัยเหล่านี้คลี่คลาย เชื่อว่าเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศยังน่าจะไหลเข้ามาลงทุนหุ้นไทยเพิ่มเติม จากต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ 4 ก.ย.2569) ที่ยังซื้อสุทธิระดับ 5.4 หมื่นล้านบาท คาดว่าสิ้นปีนี้ยังมีโอกาสเข้ามาซื้อหุ้นไทยในหลัก 1 แสนล้านบาทยังมีความเป็นไปได้ เนื่องจากนโยบายรัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนที่จะมาหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย 


ขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียนก็มีแนวโน้มเติบโต สะท้อนจากประมาณการจากบลูมเบิร์ก คอนเซนซัส (Bloomberg Consensus) ที่มอง Earnings Per Share (EPS) หรือ กำไรต่อหุ้น อยู่ที่ราว 110 บาทต่อหุ้น ซึ่งสูงขึ้นจากช่วงที่ผ่านมา ดังนั้น จึงยังเชื่อว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสจะปรับขึ้นไปแตะระดับ 1,700 จุดในสิ้นปีนี้ได้ 


ส่วนในเรื่องธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ที่นักลงทุนจำนวนมากให้ความสนใจที่จะมาลงทุนในไทย รัฐบาลก็ให้ความสำคัญกับการกำหนดกติกาการเข้ามาลงทุนให้ชัดเจนมากขึ้น ขณะที่ ไฮเปอร์สเกลเลอร์ที่ลงทุนสูงอย่างบกูเกิลก็บอกแล้วว่า หากจะมีการลงทุนคงไม่ลงทุนแค่เข้ามาตั้งเป็นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ที่เป็นที่ตั้งเพียงอย่างเดียว 


ทั้งนี้ การที่กลุ่มนักลงทุนสนใจลงทุนในไทยถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่รัฐบาลต้องพิจารณาให้รอบคอบถึงผลลัพธ์ที่จะได้ ไม่ใช่มองแค่ตัวเลขการลงทุน หรือการปล่อยให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาใช้เพียงทรัพยากรของประเทศ แต่ต้องมีข้อกำหนดที่นำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อยกระดับ Productivity ของแรงงานและเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง รวมถึงจะส่งผลบวกต่อตลาดด้วย


นอกจากนี้ สภาธุรกิจตลาดทุนไทยเองก็เตรียมเสนอความเห็นต่อรัฐบาลในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ เงินลงทุนของคนไทยที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศ และเพิ่มแรงจูงใจในการออม ทั้งหมดเพื่อดึงดูดการลงทุนรอบใหม่ ให้สอดรับกับแนวนโยบายภาครัฐที่ให้ความสำคัญกับการลงทุน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ให้กลับไปโตระดับ 3-4% โดยมีเป้าหมายผลักดันสัดส่วนการลงทุนให้แตะระดับ 30% ของ GDP จากปัจจุบันระดับการออมของคนไทยลดลงอยู่ที่ประมาณ 25% ซึ่งทั้งหมดจะมีส่วนสนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้นไทยด้วย 


อย่างไรก็ตาม การลงทุนต้องมาพร้อมกับการออม ซึ่งการออมปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 25% ขณะที่เป้าหมายการลงทุนของประเทศที่รัฐบาลตั้งไว้อยู่ที่ 30% ของ GDP และประเทศไทยเผชิญกับภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 5% ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ถือเป็นระดับที่มีความเสี่ยง ดังนั้น หากต้องการการลงทุนกลับขึ้นมาได้ตามเป้าหมายดังกล่าว ควรผลักดันการออมของประเทศให้ขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 28-30% เพื่อให้การขาดดุลยังอยู่ในระดับที่ปลอดภัย


เปรียบเทียบเหมือนกระเป๋าเงิน ถ้าเรามีเงินอยู่ 100 บาท แต่ปีหน้าเราอยากลงทุน 120 บาท เราก็ต้องไปกู้เพิ่มมา 20 บาท ระดับประเทศก็เหมือนกัน ถ้าประเทศมีเงินออมไม่พอที่จะไปลงทุน ก็มี 2 ทางเลือกคือ กู้เงินจากต่างประเทศเข้ามา หรือ ดึงเงินทุนต่างประเทศ (FDI) เข้ามา ดังนั้น จึงอยากให้รัฐบาลมองเรื่องการออม เป็นเรื่องสำคัญควบคู่ไปกับการลงทุน เพื่อให้การลงทุนนั้นยั่งยืน


ทั้งนี้ FETCO จึงได้เตรียมนำเสนอ 4 แนวทางสำคัญต่อรัฐบาล เพื่อกระตุ้นระดับการออมของประเทศให้สูงขึ้นและดึงเงินออมที่เคยออกไปลงทุนในต่างประเทศให้กลับมาประเทศ เพื่อสร้างประโยชน์ให้เศรษฐกิจไทยและตลาดทุนไทย ดังนี้ 


1)เพิ่มแรงจูงใจผ่าน TISA กำหนดวงเงินการลงทุนใน TISA ให้สูงกว่าเพดานลดหย่อนเพื่อการลงทุนรวมในปัจจุบัน สร้างแรงจูงใจให้เกิดเงินออมใหม่อย่างมีนัยสำคัญ เป้าหมายเพื่อเพิ่มการออมสุทธิไม่ใช่เพียงย้ายเงินออมเดิม

2)ยกระดับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสู่การออมภาคบังคับ ขยายความครอบคลุมการออมเพื่อเกษียณรองรับสังคมสูงวัย และสร้างฐานเงินออมระยะยาวให้แก่ประเทศ เป้าหมายเพื่อให้คนไทยมีเงินออมหลังเกษียณอย่างทั่วถึง

3)ผลักดันกฎหมายทรัสต์ (Trust) และพัฒนา Family Office Ecosystem เนื่องจากปัจจุบันเศรษฐีไทยนำเงินออมออกไปตั้งกองทุน หรือ Family Office ในต่างประเทศเป็นจำนวนมาก เพราะประเทศไทยไม่มีกฎหมายรองรับ หากรัฐบาลเร่งคลอดกฎหมาย Trust จะทำให้กลุ่มมั่งคั่งสูงในประเทศมีความมั่นใจในการบริหารมรดกและส่งต่อความมั่งคั่งในประเทศ ซึ่งจะช่วยดึงดูดทั้งเงินคนไทยและเงินต่างชาติให้เข้ามาตั้งศูนย์กลางบริหารเงินในไทย เกิดภาวะ Home Bias ที่ผู้จัดการกองทุนจะหันมาสนใจลงทุนในตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์ไทยมากขึ้นด้วย 

และ 4)เปิดช่องทางให้นำเงินออมที่อยู่ต่างประเทศกลับมาไทย โดยจะเสนอให้รัฐบาลพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ในช่วงเวลาที่กำหนด หรือยกเว้นภาษีเงินได้เป็นการชั่วคราว 2 ปี สำหรับเงินลงทุนในต่างประเทศและกำไรที่นำกลับไทย เพื่อจูงใจคนไทยที่นำเงินไปลงทุนหรือพักไว้ในต่างประเทศกลับเข้ามา ทั้งนี้ ต้องมีเงื่อนไขคือนำเงินทั้งหมดไปลงทุนในตลาดทุนไทยและถือครองอย่างน้อย 1 ปี ทั้งนี้ เพื่อมีส่วนเปลี่ยนเงินออมในต่างประเทศให้กลับมาเป้นเงินลงทุนระยะยาวของไทย 


นายไพบูลย์ กล่าวว่า ข้อเสนอทั้งหมดเป็นประเด็นเดิมที่เคยเสนอไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่ที่ผ่านมาไม่ได้ตีกรอบให้ชัดเจนในเรื่องการสื่อสารเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ และอาจจะอยู่ในจังหวะเวลาที่เอื้ออำนวย แต่ขณะนี้ภาพใหญ่ของประเทศอิงตามนโยบายภาครัฐคือ การลงทุนจึงอยากเพิ่มการออมของประเทศ และต้องการให้ทุกภาคส่วนมีเป้าหมายร่วมกัน เพื่อทำให้การลงทุนรอบใหม่มีเงินออมรองรับ  


สำหรับความเป็นไปได้ในการผลักดัน กฎหมาย Trust ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ศึกษาเรื่องนี้ไว้แล้ว ซึ่งทาง FETCO มองว่าสามารถใช้ช่องทางของคณะอนุกรรมการกฎหมาย Fast Track ในการเร่งรัดกระบวนการให้เป็นรูปธรรมได้เร็วขึ้น หากมีข้อมูลผลกระทบเชิงบวกชัดเจน


ข่าวที่เกี่ยวข้อง