ต่างชาติเชื่อมั่นหุ้นไทย ลุ้นทั้งปีซื้อสุทธิแสนล้าน

ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนล่าสุด กลับมาอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก” อีกครั้ง นำโดยนักลงทุนต่างชาติ ที่ความเชื่อมั่นพุ่งแตะระดับสูงสุด สอดคล้องกับผลสำรวจที่นักลงทุนให้น้ำหนักไปที่การไหลเข้าของกระแสเงินทุนต่างชาติ เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด ขณะที่สภาธุรกิจตลาดทุนไทยเอง ก็คาดหวังว่าทั้งปี จะมีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิแตะรับดับแสนล้าน และดันเป้าหมาย SET Index สิ้นปีสู่ระดับ 1,700 จุด
สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ซึ่งเป็นผลสำรวจในเดือนสิงหาคม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 165.89 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก” โดยหากพิจารณารายกลุ่มนักลงทุน พบว่านักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นตลาดหุ้นไทยอย่างมาก โดยที่ความเชื่อมั่นของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ ปรับเพิ่มร้อยละ 20.0 มาอยู่ที่ระดับ 200.00 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก” ขณะที่กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์และนักลงทุนกลุ่มสถาบันในประเทศ อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” สวนทางความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล ที่อยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว”
ส่วนปัจจัยที่หนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด นักลงทุนให้น้ำหนักไปที่การไหลเข้าของเงินทุน รองลงมาคือผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ส่วนปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์การเมืองในประเทศ รองลงมาคือ สงครามการค้า และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ
ส่วนผลสำรวจหมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด นักลงทุนเทให้หมวดขนส่งและโลจิสติกส์ (TRANS) ส่วนหมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ (MEDIA) เป็นหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด
ด้านคุณไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ดัชนี SET Index ปรับขึ้นต่อเนื่องจนถึงช่วงครึ่งแรกของเดือน โดยมีปัจจัยบวกจากตัวเลข GDP ไทยไตรมาส 2/69 ที่ขยายตัวดีกว่าคาดและการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวสูง อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังกระแสเงินทุนต่างชาติกลับมาเป็นแรงขายเพื่อทำกำไรหลัง SET ปรับขึ้นแรง รวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ ความไม่แน่นอนต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกยังทรงตัวในระดับสูง ส่งผลให้เดือนสิงหาคม นักลงทุนต่างชาติกลับมาขายสุทธิ 24,681 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี คุณไพบูลย์ย้ำว่าแม้ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กระแสเงินทุนต่างชาติ จะมียอดขายสุทธิออกไปประมาณ 20,000 กว่าล้านบาท ซึ่งประเมินว่าเป็นการขายทำกำไรจากภาวะตลาดที่ขึ้นมาร้อนแรงและความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร หรือ บอนด์ยีลด์ แต่หากนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) ตลาดหุ้นไทยยังคงมียอดเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิ (Net Buy) สะสมสูงถึงประมาณ 50,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตลาดหุ้นแห่งเดียวในภูมิภาคเอเชียที่ยังคงมียอด Fund Flow เป็นบวกในปีนี้
ส่วนภาพในระยะถัดไป ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทยยังเชื่อว่า ตลาดหุ้นไทยยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นในระยะยาว โดยประเมินภาพรวมเศรษฐกิจโลกว่า ปัจจุบันยังไม่มีสัญญาณการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) อย่างที่หลายฝ่ายกังวล ประกอบกับเศรษฐกิจโลกยังสามารถเติบโตได้ในระดับกว่าร้อยละ 3 โดยล่าสุดสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง IMF ได้ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจขึ้นด้วยซ้ำ แม้จะมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่ผันผวน แต่ผลกระทบไม่ได้รุนแรงเหมือนช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ดันเงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่ง และโลกมีวิธีบริหารจัดการด้านพลังงานทำให้น้ำมันยังไม่ขาดแคลน มีเพียงแต่ราคาที่เพิ่มขึ้นมาเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับจำกัด และช่วยให้ดอกเบี้ยโลกไม่ต้องปรับขึ้นแรง
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย คุณไพบูลย์ระบุว่า แม้ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมจะดูเติบโตต่ำ แต่มิติของการฟื้นตัวเป็นลักษณะ K-Shape ซึ่งบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่ม K-ขาบน ที่สามารถปรับตัวลดต้นทุน และฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง ในขณะที่กลุ่ม K-ขาล่าง คือกลุ่ม SME และเศรษฐกิจฐานรากที่ยังคงเผชิญความยากลำบาก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักลงทุนต่างชาติติดตามคือ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ที่เป็นรูปธรรมและชัดเจน ซึ่งหากรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสามารถผลักดันเรื่องนี้ได้ จะเป็นแม่เหล็กดึงดูด Fund Flow ได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ตลาดหุ้นไทยยังได้แรงหนุนจากการปรับห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ
อีกทั้งปัจจัยขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยนับจากนี้ ไม่ใช่เรื่องของมูลค่า (Valuation) แต่คือการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) ซึ่งตลอด 3 ปีที่ผ่านมากำไร บจ.ไทย มีการเติบโตที่ชะลอตัวลงเป็นกดดันดัชนี แต่ปัจจุบัน ทิศทางกำไรเริ่มกลับมาเติบโตอย่างชัดเจน โดยพบว่ากำไร บจ. รวมในไตรมาส 2 ทำสถิติสูงสุดใหม่ทะลุ 400,000 ล้านบาท และไตรมาส 1 ปีนี้ทำได้กว่า 350,000 แสนล้านบาท ซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 โดยนักวิเคราะห์ปรับคาดการณ์ว่า กำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทยในปีนี้ขึ้น สะท้อนวัฏจักรฟื้นตัวชัดเจน
และจากปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมด จึงเชื่อว่าระยะข้างหน้าหากบอนด์ยีลด์นิ่ง การประชุมเฟดมีความชัดเจน ขณะที่ปัจจัยในประเทศมีพัฒนาการที่ชัดเจนของการลงทุนรอบใหม่ สถานการณ์การเมืองที่มีเสถียรภาพ จะช่วยดึงดูด Fund Flow ไหลเข้าต่อ มีความเป็นไปได้ที่จะเห็น Fund Flow ระดับ 100,000 ล้านบาทในปีนี้ โดยนักวิเคราะห์ยังคงเป้าหมาย SET Index สิ้นปี 1,700 จุด
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
