จับตาฟุตบอลโลกปี 2030 ส่อเผชิญคลื่นความร้อนครั้งใหญ่ อาจร้อนสุดในประวัติศาสตร์การแข่งขัน

การแข่งขันฟุตบอลโลก 2030 ซึ่งจะจัดขึ้นร่วมกันใน โมร็อกโก โปรตุเกส และสเปน อาจต้องเผชิญความท้าทายด้านสภาพอากาศที่รุนแรงกว่าการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2026 หลังผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า คลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงขึ้นในยุโรปและแอฟริกาเหนือ อาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขัน ความปลอดภัยของนักกีฬา รวมถึงสุขภาพของผู้ชม
รายงานระบุว่า ในช่วงปลายปี 2567 สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ได้ประกาศให้ โมร็อกโก โปรตุเกส และสเปน เป็นเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลกปี 2030 โดยจะมีการแข่งขันนัดเปิดสนาม 3 นัดใน อาร์เจนตินา ปารากวัย และอุรุกวัย เพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีของการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรก
และเนื่องจากเดือนมิถุนายนเป็นฤดูหนาวของซีกโลกใต้ การแข่งขันในอเมริกาใต้จึงไม่น่ากังวลเรื่องอากาศร้อนจัด แต่เมื่อการแข่งขันย้ายไปยังแอฟริกาเหนือและยุโรปตะวันตก ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อนเต็มตัว ความเสี่ยงจากคลื่นความร้อนจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
แม้ฟีฟ่ายังไม่ประกาศรายชื่อเมืองและสนามแข่งขันอย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ แต่เมืองที่อยู่ระหว่างการพิจารณามีทั้งพื้นที่ชายฝั่งและพื้นที่ตอนในประเทศ ซึ่งมีสภาพอากาศแตกต่างกันอย่างชัดเจน
เมืองชายฝั่ง เช่น บาร์เซโลนา ของสเปน คาซาบลังกา ของโมร็อกโก และ ลิสบอน ของโปรตุเกส มักได้รับอิทธิพลจากลมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและมหาสมุทรแอตแลนติก ทำให้อุณหภูมิไม่ร้อนจัดมากนัก
อย่างไรก็ตาม เมืองที่อยู่ห่างจากชายฝั่งกลับมีแนวโน้มเผชิญอุณหภูมิสูงกว่ามาก เช่น กรุงมาดริด ประเทศสเปน ซึ่งอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมอยู่ที่ประมาณ 29-33 องศาเซลเซียส ขณะที่เมือง มาร์ราเกช และ เฟซ ของโมร็อกโก ซึ่งเป็นเมืองเจ้าภาพที่อยู่ระหว่างการพิจารณา มีอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ประมาณ 35-37 องศาเซลเซียส
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงค่าเฉลี่ยเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงหลายพื้นที่สามารถร้อนกว่านี้ได้มาก โดยในปี 2569 ทั้งโปรตุเกสและสเปนต้องเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงถึง 3 ระลอก ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนกรกฎาคม
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) รายงานว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา หอดูดาวฟาบรา (Fabra Observatory) ในเมืองบาร์เซโลนา วัดอุณหภูมิได้เกือบ 40.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในรอบกว่า 100 ปี และเกิดขึ้นหลังยุโรปตะวันตกเพิ่งเผชิญเดือนมิถุนายนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์
ขณะที่เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา สนามบินบาราฆัสในกรุงมาดริด มีอุณหภูมิสูงเกือบ 37 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยสูงสุดของเดือนพฤษภาคมถึงประมาณ 13 องศาเซลเซียส
ด้านโปรตุเกสก็ทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดของเดือนพฤษภาคมเช่นกัน โดยวัดได้มากกว่า 40 องศาเซลเซียส จากอิทธิพลของโดมความร้อน (Heat Dome) ที่พัดพามวลอากาศร้อนจากโมร็อกโกเข้าสู่คาบสมุทรไอบีเรีย
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หากหลายพื้นที่สามารถเผชิญอุณหภูมิระดับนี้ได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้น ก็มีความเป็นไปได้สูงว่า ในช่วงเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก อุณหภูมิอาจสูงกว่านี้อีก
ด้วยเหตุนี้ คาดว่า ฟีฟ่า จะยังคงใช้มาตรการ พักดื่มน้ำ (Hydration Breaks) ระหว่างการแข่งขันต่อไป เพื่อป้องกันอันตรายจากความร้อน ทั้งต่อนักกีฬา ผู้ตัดสิน และเจ้าหน้าที่ในสนาม หลังจากมาตรการดังกล่าวถูกนำมาใช้ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา ซึ่งหลายแมตช์ต้องแข่งขันท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัด
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังจับตาการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2034 ที่ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งในช่วงฤดูร้อนอุณหภูมิสามารถสูงถึง 49 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตาม คาดว่าฟีฟ่าจะกำหนดช่วงเวลาการแข่งขันใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการจัดแข่งขันในช่วงฤดูร้อนของตะวันออกกลาง ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อสุขภาพและความปลอดภัยของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง