รีเซต

สัญญาณโลกร้อนชัด! อาเซียนร้อนจัดกว่าปกติ ดันความร้อนแตะจุดวิกฤต

สัญญาณโลกร้อนชัด! อาเซียนร้อนจัดกว่าปกติ ดันความร้อนแตะจุดวิกฤต
TNN ช่อง16
9 มีนาคม 2569 ( 10:30 )
13

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เรื่องประเทศแถบอาเซียนประสบอากาศร้อนในช่วงนี้ สาเหตุหลักมาจากอะไร

ในช่วงต้นปี 2026 หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศในอาเซียน กำลังเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดกว่าปกติ อุณหภูมิที่พุ่งสูงอย่างต่อเนื่องทำให้หลายพื้นที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพและสภาพแวดล้อมที่รุนแรงมากขึ้น สำนักงานอุตุนิยมวิทยาโลกคาดการณ์ว่าปี 2026 ประเทศที่ตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรของโลกจะได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น โดยปีนี้ถือเป็นหนึ่งในสี่ปีที่มีอากาศร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ และช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายนจะเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดของปีในหลายประเทศของภูมิภาค


สาเหตุสำคัญของอากาศร้อนจัดในเอเชียช่วงฤดูร้อนปี 2026 มาจากปัจจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ Climate Change เป็นหลัก ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา อุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่มีแนวโน้มอุ่นตัวเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลกเกือบสองเท่า เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแผ่นดินขนาดใหญ่ที่สามารถกักเก็บความร้อนได้มากกว่ามหาสมุทรและทะเล ทำให้เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อน ความร้อนจึงสะสมและเพิ่มระดับอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการละลายของน้ำแข็งในทวีปอาร์กติก ซึ่งส่งผลให้ปริมาณน้ำแข็งในทะเลแบเรนต์สลดลง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกระทบต่อทิศทางของกระแสลมกรดหรือ Jet Stream ที่พัดจากซีกโลกตะวันตกไปยังตะวันออก ส่งผลให้อากาศร้อนและแห้งจากเขตทะเลทรายถูกพัดเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียมากขึ้น ปรากฏการณ์นี้ทำให้คลื่นความร้อนในเอเชียเกิดบ่อยขึ้นและมีความรุนแรงมากกว่าเดิม

ขณะเดียวกัน ระบบภูมิอากาศในมหาสมุทรก็มีบทบาทสำคัญ โดยในช่วงต้นปี 2026 ปรากฏการณ์ La Niña เริ่มอ่อนกำลังลงและกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สภาวะเป็นกลาง ส่งผลให้ปริมาณฝนในหลายพื้นที่ลดลงต่ำกว่าปกติประมาณ 30–40 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะในบางพื้นที่ของประเทศไทย เช่น ภาคเหนือ เมื่อฝนลดลง ความชื้นในดินลดลงและความร้อนจึงสะสมบนพื้นผิวโลกได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าปรากฏการณ์ El Niño อาจกลับมาอย่างเต็มรูปแบบในช่วงกลางปี 2026 ประมาณเดือนกรกฎาคม ซึ่งจะยิ่งทำให้สภาพอากาศแห้งแล้งและอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากปัจจัยระดับโลกแล้ว ยังมีปัจจัยระดับภูมิภาคและท้องถิ่นที่ทำให้ความร้อนทวีความรุนแรงมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการเกิดหย่อมความกดอากาศต่ำจากความร้อนหรือ Heat Low ซึ่งเกิดจากการที่พื้นดินได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง ทำให้อากาศเหนือพื้นดินร้อนจัดและลอยตัวขึ้น ส่งผลให้เกิดบริเวณความกดอากาศต่ำที่ทำให้อากาศนิ่ง การระบายความร้อนจึงเกิดขึ้นได้ยาก ส่งผลให้ความร้อนสะสมมากขึ้นในหลายพื้นที่

นอกจากนี้ การขยายตัวของเมืองใหญ่ยังทำให้เกิดปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมือง หรือ Urban Heat Island โดยในมหานครขนาดใหญ่ เช่น กรุงโซล โตเกียว ปักกิ่ง เดลี และกรุงเทพฯ พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกปกคลุมด้วยคอนกรีต ถนน และอาคารสูง ซึ่งดูดซับและกักเก็บความร้อนจากแสงแดดได้มาก เมื่อรวมกับความร้อนที่เกิดจากเครื่องปรับอากาศและกิจกรรมของมนุษย์ จึงทำให้อุณหภูมิในเขตเมืองสูงกว่าพื้นที่ชนบทโดยรอบประมาณ 2 ถึง 7 องศาเซลเซียส

อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าความร้อนรุนแรงมากขึ้น คือความชื้นสัมพัทธ์ที่สูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากลมชื้นที่พัดมาจากทะเลอันดามันและมหาสมุทรแปซิฟิก เมื่ออุณหภูมิสูงและความชื้นสูงพร้อมกัน ร่างกายจะระบายความร้อนผ่านการระเหยของเหงื่อได้ยาก ทำให้ค่าดัชนีความร้อน หรือ Heat Index สูงกว่าค่าอุณหภูมิจริง ในบางพื้นที่อาจสูงเกินกว่า 50 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับอันตรายและอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ เช่น โรคเพลียแดด ตะคริวจากความร้อน และภาวะฮีทสโตรก

สภาพอากาศร้อนจัดที่เกิดขึ้นในประเทศแถบอาเซียนในปี 2026 เป็นผลมาจากการผสมผสานของหลายปัจจัย ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลก การเปลี่ยนแปลงของระบบมหาสมุทรและบรรยากาศ ตลอดจนปัจจัยระดับภูมิภาคและการขยายตัวของเมือง ทำให้คลื่นความร้อนเกิดบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น และส่งผลกระทบต่อผู้คนในวงกว้างมากขึ้นในปัจจุบัน.



ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง