คลื่นร้อนมรณะถล่มออสเตรเลีย ทำ “ค้างคาว” ตายหมู่ยกฝูง!

ออสเตรเลียเผชิญผลกระทบรุนแรงจากคลื่นความร้อนในช่วงต้นปี 2569 หลังพบว่า “ค้างคาวแม่ไก่” ซึ่งจัดเป็นค้างคาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ในเมืองนาราคอร์ต รัฐเซาท์ออสเตรเลีย ตายไปมากกว่า 80% ของทั้งฝูง จากจำนวนราว 1,000 ตัว เหลือรอดเพียงประมาณ 180 ตัวเท่านั้น
“จูดิธ เบมเมอร์” ผู้ดูแลจากองค์กร Bat Rescue SA ระบุว่า การสูญเสียครั้งนี้ถือเป็นความเสียหายรุนแรงต่อประชากรค้างคาว โดยในกลุ่มที่รอดชีวิตมีลูกค้างคาวราว 34 ตัว อยู่ในภาวะขาดน้ำและน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งต้องใช้เวลาฟื้นฟูดูแลนานหลายเดือนกว่าจะสามารถปล่อยคืนสู่ธรรมชาติได้
เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากคลื่นความร้อนรุนแรงในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งคร่าชีวิตค้างคาวไปแล้วหลายพันตัว นับเป็นการตายหมู่ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เหตุไฟป่าฤดูร้อน “แบล็กซัมเมอร์” ปี 2562–2563 โดยรายงานจากคลื่นความร้อนระลอกล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วพบว่า บางพื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ขณะที่บางแห่งมีอัตราการตายลดลง เนื่องจากค้างคาวที่อ่อนแอจำนวนมากเสียชีวิตไปแล้วจากระลอกก่อนหน้า
ในรัฐวิกตอเรีย มีรายงานว่าค้างคาวราว 100 ตัวตายที่สวนบริมแบงก์ ชานเมืองเมลเบิร์น หลังจากก่อนหน้านี้มีการตายไปแล้วหลายพันตัว ขณะที่องค์กร Wildlife Victoria ประเมินว่า ค้างคาวหัวสีเทา (Grey-headed flying fox) มากกว่า 700 ตัวตายที่เมืองทาทูรา จากฝูงขนาดประมาณ 5,000 ตัว
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า อุณหภูมิที่สูงเกิน 42 องศาเซลเซียส สามารถทำให้ค้างคาวเกิดภาวะเครียดจากความร้อนและเสียชีวิตได้ นับตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม มีค้างคาวตายทั่วประเทศแล้วหลายพันตัว โดยในรัฐวิกตอเรียเพียงแห่งเดียว ประเมินว่ามีค้างคาวตายอย่างน้อย 1,700 ตัว หรือเกือบ 5% ของประชากรทั้งรัฐ
ค้างคาวหัวสีเทา ซึ่งถูกจัดอยู่ในสถานะ “เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์” ตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมของออสเตรเลีย ยังคงเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยกระทรวงสิ่งแวดล้อมของออสเตรเลียยอมรับว่า ความเครียดจากความร้อนเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อการฟื้นฟูประชากรค้างคาว และกำลังพิจารณาสถานะประชากรในการทบทวนโครงการติดตามค้างคาวระดับชาติ
ขณะเดียวกัน ความพยายามของอาสาสมัคร หน่วยงานรัฐ และเจ้าหน้าที่อุทยาน ช่วยลดการสูญเสียในบางพื้นที่ได้ โดยมีการฉีดพ่นละอองน้ำเพื่อลดอุณหภูมิในเรือนยอดไม้ ติดตั้งสปริงเกลอร์ และปิดพื้นที่สาธารณะชั่วคราว เพื่อลดความตื่นตกใจของสัตว์และช่วยประหยัดพลังงาน
อย่างไรก็ตาม ภาระในการดูแลค้างคาวที่รอดชีวิตตกอยู่กับกลุ่มอาสาสมัครอย่างหนัก โดยค้างคาวแต่ละตัวต้องการผลไม้ราว 350 กรัมต่อวัน ทำให้องค์กรช่วยเหลือต้องเตรียมผลไม้มากถึง 35 กิโลกรัมต่อวัน ทั้งแอปเปิล ลูกแพร์ แคนตาลูป และองุ่น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายพุ่งสูงต่อเนื่องแม้คลื่นความร้อนจะสิ้นสุดลงแล้ว
ผู้ดูแลค้างคาวระบุว่า เมื่อความร้อนผ่านพ้นไป ความสนใจจากสาธารณะก็มักลดลง แต่สำหรับผู้ช่วยเหลือสัตว์ นั่นคือช่วงเวลาที่การต่อสู้ที่แท้จริงเริ่มต้นขึ้น โดยเฉพาะภาระทางการเงินในการดูแลสัตว์ป่าที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
