เปิดแผน "ขึ้นภาษี-สวัสดิการ" หวังเพิ่มรายได้รัฐ | เศรษฐกิจ INSIGHT

แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะอยู่ในภาวะการเลือกตั้ง แต่นโยบายที่ถือเป็นการปรับปรุงโครงสร้าง ลดความเหลื่อมล้ำ ยังคงต้องเดินหน้าต่อ ท่ามกลางทิศทางเศรษฐกิจในปี 2569 มีความท้าทายซึ่งหลายฝ่ายคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตได้เพียงร้อยละ 2 เท่านั้น
ดังนั้นแผนการการลดขาดดุล และเพิ่มรายได้รัฐบาลจึงยิ่งมีความสำคัญ เช่น แผนการปฏิรูปโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใต้แผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570-2573 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ และสร้างความเข้มแข็งทางการคลังอย่างยั่งยืน
โดยการปรับขึ้น VAT นั้นจะใช้แนวทางแบบทยอยปรับขึ้นครั้งละร้อยละ 1.5 เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรงจนเกินไป
ซึ่ง เป้าหมายระยะแรก จะทยอยปรับจากอัตราปัจจุบันที่ร้อยละ 7 ขึ้นเป็น ร้อยละ 8.5 ในปี 2571 และตั้งเป้าหมายการปรับขึ้นให้ถึงอัตราร้อยละ 10 ภายในปี 2573 ซึ่งการเก็บ VAT เพิ่มร้อยละ 1 จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่ม 70,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง เตรียมจะนำระบบงานดิจิทัลและ Big Data มาใช้เพื่อขยายฐานภาษีและเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบรายบุคคลและผู้ประกอบการ รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Lake) ของกระทรวงการคลัง
เพื่อรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขยายฐานในการจัดเก็บรายได้ให้ครบถ้วน รวมถึงช่วยออกแบบ วิเคราะห์ และประเมินผลนโยบายการคลังให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น
สำหรับวัตถุประสงค์ของการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการปฏิรูปโครงสร้างภาษีนั้น มีขึ้นเพื่อสร้างความเข้มแข็ง และเสถียรภาพทางการคลังอย่างยั่งยืน โดยส่งผลดีในมิติต่าง ๆ ดังนี้
1. การเพิ่มรายได้ เพื่อแก้ไขภาวะขาดดุลการคลัง
2. การรับมือกับความท้าทายของสังคมสูงวัย
3. ลดความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะ และวิกฤตทางการเงิน
4. เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและยืดหยุ่น
5. กลไกเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง
ส่วนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ในปี 2569 ในปีนั้น แม้จะถูกการเลือกตั้งแต่ปลัดกระทรวงการคลัง ยังยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อไป
โดยในปีนี้จะเน้นไปที่การปฏิรูปหลักเกณฑ์การคัดเลือกให้มีความรัดกุม และเป็นธรรมมากขึ้น รวมถึงการขยายสวัสดิการให้ครอบคลุมการใช้งานที่หลากหลายขึ้น ดังนี้
1. การปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การคัดเลือก (Criteria) จะมีการทบทวนรายได้และทรัพย์สินทุกมิติ จากเดิมใช้เพียงเกณฑ์รายได้ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี โดยจะมีการ "ปฏิรูป" เงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการใหม่ทั้งหมดเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
ซึ่งเรื่องนี้นายกรัฐมนตรี ได้กำชับมาแล้วว่าให้ทบทวนหลักเกณฑ์รายได้ให้ครบถ้วนทุกมิติ เพื่อแก้ปัญหาที่เคยพบว่าผู้มีรายได้เข้าเกณฑ์แต่กลับมีทรัพย์สินมูลค่าสูง ซึ่งทำให้รอบที่ผ่านมาหลักเกณฑ์ในการจ่ายเงินให้กับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นไปอย่างมีข้อขุ่นเคืองใจ เพราะไม่ได้นับรวมทรัพย์สินที่มีด้วย
ส่วนการทบทวนสิทธิจะมีขึ้นทุก 2 ปี โดยโครงการรอบใหม่จะดำเนินการควบคู่ไปกับการทบทวนสิทธิของผู้ถือบัตรรายเดิม ประมาณ 13.5 ล้านคน ในทุกๆ 2 ปี เพื่อให้อัปเดตข้อมูลผู้รับสิทธิให้เป็นปัจจุบันที่สุด หรือหากใครมีรายได้หรือทรัพย์สินเกินเกณฑ์ใหม่จะถูกตัดสิทธิออกจากระบบ
2. สวัสดิการและรูปแบบการใช้งานที่เพิ่มขึ้น เช่น มีการเชื่อมต่อกับโครงการ "คนละครึ่งพลัส" ที่เพิ่งสิ้นสุดไป ซึ่งถือเป็นความแตกต่างที่สำคัญ
โดยรัฐบาลมีมติปลดล็อกให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถนำวงเงินในบัตรไปใช้จ่ายในร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” กว่า 900,000 แห่งทั่วประเทศ ได้
ทั้งยังเป็นการเพิ่มทางเลือกจากร้านธงฟ้าเดิม จากเดิมที่การใช้จ่ายถูกจำกัดอยู่เพียงร้านธงฟ้าที่มีจำนวนจำกัด การปรับเปลี่ยนในปี 2569 จะช่วยให้ผู้ถือบัตรมีทางเลือกในการซื้อสินค้ามากขึ้น และช่วยกระจายรายได้สู่ร้านค้ารายย่อยได้กว้างขวางขึ้น
ส่วนเมื่อถามว่าจะมีการเริ่มลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่เมื่อไหร่นั้น นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เมื่อการจัดตั้ง คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว
สำหรับนโยบาย Negative Income Tax (NIT) ซึ่งเป็นแนวคิดในการเก็บภาษีที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย
ขณะนี้ในหลักการผ่านเรียบร้อยแล้ว และอยู่ในช่วงกำลังดำเนินการ คาดว่าอย่างเร็วที่สุด จะออกมาได้ในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งในช่วงระหว่างนี้กระทรวงการคลังต้องทำ การบ้าน โดยเฉพาะการเชื่อมข้อมูลระหว่างผู้เสียภาษีกับผู้รับสวัสดิการเข้าด้วยกัน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
