ถึงเวลาหรือยัง ? ที่รัฐฯต้องพลิกวิกฤต ปรับสูตรน้ำมันระยะยาว "B20-E20 " คือทางรอดไม่ใช่ทางเลือก

"วิกฤตพลังงาน" ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ผลักดันราคาน้ำมันให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแนวโน้มของราคาน้ำมันก็ยังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นได้อีกในอนาคต หากสถานการณ์ "สงครามอิหร่าน" ยังคงยืดเยื้อ หรือรุนแรงขึ้นต่อไป
Bloomberg ประเมินว่าหากสงครามยืดเยื้อยาวนาน อาจผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบ BRENT ทะลุ 150 ดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในเดือนมิถุนายน 2026 แน่นอนว่าราคาน้ำมันดิบที่ระดับราคาขนาดนี้ ย่อมสะท้อนมายังราคาขายปลีดน้ำมันดิบทั่วโลกให้ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนแทบจะทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น
สถานการณ์ในประเทศไยก็เช่นเดียวกัน ราคาน้ำมันทุกชนิดปรับตัวกระโดดขึ้นไป 6 บาทต่อลิตรในชั่วข้ามคืน โดยเฉพาะราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลที่พุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะเป็น Norminal Price หรือราคาก่อนที่จะได้รับการอุดหนุนที่พุ่งทะลุ 50 บาทต่อลิตร หรือราคาหน้าสถานีบริการน้ำมันที่พุ่งขึ้นไปที่ 38.94 บาท รุนแรงกว่าวิกฤตสงครามยูเครนกัลรัสเซียเมื่อปี 2565 เสียอีก
การปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงของราคาขายปลีกน้ำมัน ส่วนหนึ่งมาจากการปรับสูตรเงินชดเชย-ส่งคืนของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่อุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลลดลง กลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงถึงการบริหาร หรือความจำเป็นทที่จะต้องมีกองทุนดังกล่าวจต่อไปหรือไม่
แต่ในที่นี้เราจะไม่ไปแตะที่โครงสร้างของราคา รวมถึงการบริหารงานของกองทุนน้ำมัน เพราะเป็นเรื่องที่ีความซับซ้อน และจำเป็นที่จะต้องทบทวนกันในระดับนโยบาย ซึ่งคงต้องอาศัยเวทีของสภาผู้แทนราษฏรในการหาทางออกร่วมกัน ซึ่งคงต้องรอการจัดตั้งรัฐบาลกันต่อไป
แต่สิ่งหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง และสามารถทำได้ทันทีคือการหันกลับมาทบทวน "สูตรน้ำมัน" ดีเซล และเบนซิน หรือที่เราคุนเคยกันกับคำว่า "ดีเซล B7, B10, B20" และ "แกสโซฮอลล์" สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ คนไทยคุนเคยกันมาพอสมควรแล้ว แล้วทำไมสูตรน้ำมันถึงมีความสำคัญ
ย้อนไปที่จุดเริ่มต้นของ "ไบโอดีเซล" และ "เอทานอล" เกิดขึ้นจากพระราชดำริเรื่องเชื้อเพลิงชีวภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่เกิดขึ้นเมื่อมากกว่า 40 ปีที่ผ่านมา ก่อนที่จะถูกนำมาใช้งานจริงเชิงพาณิชย์อย่างจริงจังในช่วงปี 2547
ซึ่งสูตรน้ำมันนี้เป็นการลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศลงได้ และยังเป็นการสนับสนุนให้ใช้พืชพลังงานเกษตรที่มีอยู่จำนวนมากในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น "ปาล์มน้ำมัน" หรือ "อ้อย" เป็นต้น สามารถสร้างความต้องการสินค้าเกษตร และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้อีกด้วย
โดยเมื่อมีการใช้งาานสูตรน้ำมันดังกล่าวเรื่อยมา จะเห็นได้ว่าพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันที่ให้ผลผลิตแล้วในปี 2558 มีทั้งสิ้น 4.40 ล้านไร่ โดยสามารถผลิตปาล์มน้ำมันได้ 11.02 ล้านตัน คิดเป็นปริมาณน้ำมันปาล์มดิบที่ราว 2 ล้านตัน หรือราว 2,000 ล้านลิตรซึ่งมีการใช้ในการผลิตไบโอดีเซลประมาณ 43.84% ของปริมาณความต้องการใช้ในประเทศทั้งหมด
จนถึงในปัจจุบัน ประเทศไทยกลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่อันดับที่ 3 ของโลก เป็นรองเพียงแค่อินโดนิเซีย และมาเลเซียเท่านั้น ด้วยกำลังน้ำมันปาล์มดิบราว 3.3 ล้านตัน หรือราว 3,300 ล้านลิตร เติบโตอย่างต่อเนื่อง สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ
แล้วทำไมการปรับสูตรน้ำมันในเพื่อรองรับการใช้งานใน "ระยะยาว" จึงมีความสำคัญ อันดับแรก ต้องแยกความต้องการใช้น้ำมมันปาล์มดิบออกเป็น 2 ส่วนคือความต้องการในการอุปโภคบริโภค ซึ่งเพิ่มขึ้นตามการบริโภคที่เพิ่มขึ้นของประชากรในหลาย ๆ ประเทศที่เพิ่มขึ้น เช่น อินโดนิเซียที่ใช้น้ำมันปาล์ดิบราว 23 ล้านตันต่อปี หรือ 25,300 ล้านลิตร ส่วนอินเดียใช้น้ำมันบาล์มดิบราว 9.10 ล้านตัน หรือราว 10,000 ล้านลิตรต่อปี
ในขณะที่ความต้องการด้านพลังงาน หรือก็คือการผลิต "ไบโอดีเซล" ในส่วนนี้อาจจะไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับความต้องการด้านบริโภค การสนับสนุนในส่วนนี้จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเพิ่มอุปสงค์ หรือ Demand ให้เพิ่มขึ้นโดยไม่ไปกระทบกับการบริโภคหลัก
และที่สำคัญการสนับสนุนไบโอดีเซลเป็นการดึงเอาอุปทานส่วนเกินออกจากตลาด ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบเกิดความสมดุลมากขึ้น ราคาไม่ต่ำลงจนเกินไปเมื่อน้ำมันปาล์มดิบล้นตลาด และราคาผลปาล์มสดจากเกษตรกรก็จะสมดุลตามไปด้วย ได้ประโยชน์ทั้ง 2 ทาง
ในขณะที่การบริโภคน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) เพื่อผลิตไบโอดีเซลในไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยในปี 2565-2567 ความต้องการใช้ในภาคพลังงานเฉลี่ยอยู่ที่ 5.3-5.5 ล้านลิตร/วัน เติบโตเฉลี่ย 6.0-7.0% ต่อปี
จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกรุงศรี ระบุว่า ในปี 2567 ผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศด้วยสัดส่วนประมาณ 72% ของผลผลิตทั้งหมด โดยใช้กลั่นเป็นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 58% เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอุปโภคบริโภค และใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมไบโอดีเซลหรือ B100 อยู่ที่ 42% เพื่อนำไปผสมเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์
ในขณะที่มุมมองภาคเอกชน TNN Wealth ได้สอมถามข้อมูล และความคิดเห็นกับ นายกิตติพงษ์ พวงมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO หนึ่งในผู้ผลิตและจําหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ และผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องรายใหญ่ของประเทศไทย
โดยนายกิตติพงษ์กล่าวว่า หากรัฐบาลมีการปรับสูตรไบโอดีเซลจริง หันมาสนับสนุน B10 และ B20 จากความต้องการปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลในประเทศไทยปัจจุบันประมาณที่ 70 ล้านลิตร เมื่อคำนวนสัดส่วน B5 ในปัจจุบัน จะมีความต้องการราว 3.5 ลิตรต่อวัน แต่ถ้าเพิ่มสัดส่วนเป็น B10 จะเพิ่มความต้องการเป็น 7 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่การปรับสัดส่วนเป็น B20 จะเพิ่มความต้องการเป็น 14 ล้านลิตรต่อวัน
แต่อย่างไรก็ตามการเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลคงทำไม่ได้ทั้งหมด เพราะว่าคงจะปรับเป็น B20 เฉพาะส่วนที่นำไปใช้กับเครื่องยนต์การเกษตร และภาคขนส่งเครื่องจักรหนักเพียงเท่านั้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าการปรับสูตรไบโอดีเซลจะช่วยเพิ่มความต้องการน้ำมันปาล์มดิบในด้านพลังงานให้สูงขึ้นได้ ซึ่งในอินโดนีเซียมีนโยบายในการใช้ไบโอดีเซลถึง B40 ในปัจจุบัน
จะเห็นได้ว่า อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มดิบของไทยมีศักยภาพที่สูงมาก และสามารถเพิ่มขีดความสามารถขึ้นไปได้อีก เกษตรกรสวนปาล์ม โรงสกัดน้ำมันปาล์มเอกชน ล้านแล้วแต่มีความพร้อมในการสนับนุนภาครัฐ
ดังนั้นการเผชิญหน้ากับวิกฤตพลังงานในครั้งนี้ อาจจะถึงเวลาที่รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงพลังงาน อาจจะต้องหันมาทบทวนกาารปรับสูตรน้ำมันระยะยาวอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่อาจจะหมายถึงการเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล และเอทานอลในระยะยาว
เพราะจากความไม่แน่นอนในปัจจุบัน ไม่มีใครตอบได้ว่าราคาน้ำมันนั้นจะขึ้นไปสูงสุดที่จุดไหน และบทเรียนในครั้งนี้ก็บอกชัดเจนว่าราคาพลังงานโลกมีความอ่อนไหวเพียงใด สถานการณ์นี้จบลง คงไม่มีใครกล้าการันตีได้ว่า สถานการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะฉะนั้นการเตรียมพร้อมให้สามารถรับมือวิกฤตได้อยู่เสมอ จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องทบทวนอย่างจริงจัง
การปรับสูตรนำ้มันในระยะยาวนั้น แทบจะไม่มีผลเสียเลย ประเทศไทยจะลดการพึ่งพาน้ำมันลดลง แม้ว่าจะไม่ได้ลดไปมาก แต่ก็ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ รัฐก็อุดหนุนน้อยลง การสร้างความต้องการในภาคพลังงานในประเทศ ก็จะช่วยให้ราคาปาล์มน้ำมันสูงขึ้น เกษตรกรสวนปาล์มหลายล้านคน นับเป็นกว่า 6.3 ล้านไร่ ก็จะได้รับประโยชน์ไปเต็ม ๆ
ผู้ผลิต และจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบก็สามารถสร้างรายได้ให้เพิ่มสูงขึ้น สร้างเศรษฐกิจที่หมุนเวียนได้ขนาดใหญ่ เกิดการลงทุน การจ้างงานเพราะห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันนั้นมีความเกี่ยวข้องกับหลายอุตสาหกรรม สุดท้ายรัฐบาลได้ เกษตรกรได้ เอกชนได้ ประชาชนก็มีทางเลือก ไม่มีใครเสียเลย